อัญเชิญศาสตราวุธกรมหลวงฯร่วมพิธีบวงสรวงฉลองตั้งเมือง

ศาสตราวุธ 3 องค์ ประกอบด้วย พระแสงหอก 1 องค์ และพระแสงง้าว 2 องค์ ของพลตรีพระเจ้าบรมวงษ์เธอกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ถูกเก็บรักษาไว้ที่บ้านพักนายทรรศนะ วิชัยธนพัฒน์ อดีตรอง ผวจ.ระยอง ในซอยสุขุมวิท 71 แขวงพระโขนงเหนือ เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร ก่อนมอบให้ชาวอุดรธานีเก็บรักษา โดยนายชยาวุธ จันทร ผู้ว่าราชการ จ.อุดรธานี ขณะนั้นอัญเชิญออกมาเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2560

นายทรรศนะ วิชัยธนพัฒน์ อดีตรอง ผวจ.ระยอง เป็นทายาทคนโตของ ม.ร.ว.(ญ) ทรงสุวรรณ กับ พล.ร.ต.อุทัย วิชัยธนพัฒน์ โดยคุณแม่ของท่านทรรศนะฯ นั้นเป็นบุตรีของ ม.จ.สลักนูน ทองใหญ่ กับ ร.อ.ม.ล.อารี คเนจร (หลวงคัคนจรเสนีย์) ทั้งนี้ คุณยายทวดของท่านรองทรรศนะฯ ได้แก่ หม่อมนวม ทองใหญ่ ณ อยุธยา กับท่านตาทวด คือ พลตรีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม นั่นเอง

นายชยาวุธฯ บันทึกไว้ว่า ท่านทรรศนะฯสมัยยังเยาว์วัย ได้อาศัยมาในวังของกรมหลวงฯ ที่ตรอกสาเก (หลังโรงแรมรัตนโกสินทร์ กรุงเทพฯ) และได้พบเห็นศาสตราวุธเหล่านี้ แขวนประดับผนังวังมาตลอด จนกลายเป็นมรดกตกทอดมาถึงคุณแม่ และตัวท่านฯตามลำดับ ทางทายาททุกคนมีความประสงค์สอดคล้องต้องกันว่า ขอมอบให้เป็นสมบัติของเมืองอุดรธานี

เวลา 18.00 น. วันที่ 15 สิงหาคม 2560 จังหวัดอุดรธานีได้ตั้งขบวนอัญเชิญ “ศาสตราวุธ” นำหน้าด้วยกองเกียรติยศ บริเวณลานพระอนุสาวรีย์พลตรีพระเจ้าบรมวงษ์เธอกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม (ฉลองพระองค์นักรบ) ภายในมณฑลทหารบก 24 เคลื่อนขบวนมายังอนุสาวรีย์พลตรีพระเจ้าบรมวงษ์เธอกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม (ฉลองพระองค์พลเรือน) ประกอบพิธีบวงสรวง รำบวงสรวงสดีดี ก่อนมอบให้นายอิทธิพนธ์ ตรีวัฒนสุวรรณ นายกเทศมนตรีนครอุดรธานี อัญเชิญมามาเก็บรักษาไว้ที่อาคาร สนง.เทศบาลนครอุดรธานี (ชั่วคราว)

ในโอกาสวันที่ 18 มกราคม 2561 งานฉลองการก่อตั้งเมืองลุเข้าสู่ปีที่ 125 จะอัญเชิญ “ศาสตราวุธ” ทั้ง 3 องค์ โดยนายอิทธิพนธ์ ตรีวัฒนสุวรรณ นายก ทน.อุดรธานี พร้อมกองเกียรติยศ จาก สนง.เทศบาลนครอุดรธานี มายังอนุสาวรีย์พลตรีพระเจ้าบรมวงษ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม เวลา 17.45 น. วันที่ 17 มกราคม เพื่อร่วมในพิธีอันยิ่งใหญ่ในปีนี้ และอัญเชิญกลับไปเก็บรักษาไว้ที่ สนง.เทศบาลนครอุดรธานี 12.00 น. วันที่ 18 มกราคม

รอปรับปรุงพิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานีแล้วเสร็จ จะอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ในห้อง “กรมหลวงประจักษ์” อย่างสมพระเกียรติ.

วันครู อุดรธานีมอบเกียรติบัตร 189 ครูดีเด่น

ครู-บุคคลากรทางการศึกษา มาร่วมงานวันครู ครั้งที่ 62 กันอย่างคึกคักเหมือนทุกปี เพื่อร่วมยกย่องเชิดชูเกียรติครูรับรางวัล

เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2561 ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี จัดให้มีงาน “วันครู” ครั้งที่ 62 ประจำปี 2561 ภายใต้ชื่อ “เฉลิมรัชสมัย ครูไทยพัฒนา” นายวัฒนา พุฒิชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี เป็นประธานในพิธี เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร และเพื่อระลึกถึงพระคุณครู บูรพาจารย์ ส่งเสริมยกย่องเชิดชูเกียรติครู และพัฒนาวิชาชีพครู ส่งเสริมความสามัคคีธรรม ความร่วมมือและความเข้าใจอันดี ระหว่างครูกับประชาชน และเพื่อธำรงไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมอันดีงามของชาติ

“วันครู” ประจำปี 2561 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบคำขวัญวันครู ว่า “ศิษย์ดี ก็ด้วยครูดี มีศรัทธา” สนง.ศึกษาธิการจังหวัดอุดรธานี จัดกิจกรรมยกย่องเชิดชูเกียรติครู และผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาทุกสังกัด เป็นการสร้างขวัญกำลังใจ โดยมอบเกียรติบัตรให้กับข้าราชการครู และบุคลากรการศึกษา มีผลงานดีเด่น 2 ราย , บุคลากร สพฐ. ดีเด่น ระดับจังหวัด 1 ราย , สุดยอดครูดี จาก สกสค. 5 ราย , รางวัลครูผู้สอนดีเด่น จาก สนง.เลขาธิการคุรุสภา 14 ราย , ผู้บริหาร ข้าราชการครู และบุคลากรการศึกษา ผู้มีผลงานดีเด่นงานวันครู 78 ราย , รางวัลครูดีในดวงใจ 23 ราย และรางวัลครูดีศรี สพป.อุดรธานี เขต 1 จำนวน 66 ราย รวมทั้งสิ้น 7 ประเภท 189 ราย

ผอ.ท.3อุดรฯแจงคนโพสส่งป.4ไปรพ.รู้ข้อมูลไม่ครบ

ผอ.ท.3 นครอุดรธานี แจงโฟสตำหนิครูช่วย นร.หญิง ถูกเพื่อนถีบสลบส่ง รพ.ล่าช้า จนถูกแชร์ไป 26,000 เฟส รุมด่าทอโรงเรียน-ผู้บริหาร-ครู เหตุคนโพสอยู่ต่างประเทศ ข้อมูลไม่ครบถ้วน ล่าสุดยอมลบโพสออกแล้ว

เมื่อวันที่ 16 มกราคม ซึ่งตรงกับ “วันครู” มีการแชร์เฟสบุ๊ค ของ “Nam Nam” (น้ำฝน) ได้นำภาพเด็กนักเรียนหญิง นอนอยู่บนเตียงผู้ป่วยมีอาการคล้ายคนอ่อนแรง สวมชุดยุวกาชาด ข้อความว่า “ไม่เคยคิดว่าจะเกิดกับน้องตัวเองเลยจริง ๆ มีเด็กกระโดดถีบหน้าอกน้อง หลังจากนั้นน้องหน้าซีดตัวเกร็งหายใจไม่ออก ไม่มีครูคนไหนโทรหาผู้ปกครอง จนน้องสลบ มีคนไปตามพี่สาวของน้องซึ่งเรียนโรงเรียนเดียวกัน เห็นสภาพของน้องที่ห้องพยาบาลของโรงเรียน พี่สาวน้องโทรหาแม่พร้อมเล่าอาการ เลยบอกให้ครูเรียกรถพยาบาล ก่อนที่แม่จะไปถึงเพราะบ้านอยู่ไกล

 

แต่รอง ผอ.บอกว่าไม่มีรถ คือ ซึ่งครูบอกให้ดูอาการทั้งๆ ที่น้องร้องไห้ หายใจไม่ออกจนสลบ พ่อของน้องจึงได้โทรให้รถพยาบาลมารับ พร้อมกับขับรถมาจากที่ทำงาน พอรถโรงบาลมารับ ครูกับบอกว่าทำข้ามหน้าข้ามตาโรงเรียน ทั้งๆที่พอไปถึงหมอ หมอบอกว่าถ้ามาช้าแค่ 5 นาที สมองน้องจะขาดออกสิเจน #เหตุเกิดที่ รร. #ครูคิดว่าน้องไม่เป็นไร #น้องนู่เกือบตาย #ณ รร.เทศบาลแห่ง 1ในเมืองอุดรธานี ”

 

โพสของ “Nam Nam” (น้ำฝน) มีผู้แชร์ออกไปอย่างรวดเร็วมากกว่า 26,000 แชร์ กดไลด์มากกว่า 6,000 ครั้ง อีกการวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบ ของโรงเรียน ผู้บริหาร และครู อีกหลายพันความเห็น เกี่ยวกับเหตุการณ์ ไม่รีบนำส่ง รพ. , ไม่มีรถทำไมไม่ใช้รถครู , ข้ามหน้าข้ามตา , ไม่แจ้งผู้ปกครอง ทั้งด่าทอเรื่องขาดจรรยาบรรณครู , ปัญญาอ่อน , ห่วยแตก อีกทั้งเปรียบเป็นสัตว์นานาชนิด และขอให้ครูลาออก ให้ญาติฟ้องร้อง และขอตบ-เตะ-กระทืบครูได้ไหม บางส่วนให้กำลังใจผู้ปกครอง และอวยพรให้เด็กปลอดภัย

ผู้สื่อข่าวได้พยายามติดต่อกับผู้โพส เพื่อขอทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งทางผู้โพสแจ้งว่า ขอคุยกับ ผอ.ก่อน หากมีอะไรคืบหน้าจะแจ้งให้ทราบ หลังจากนั้นก็ไม่สามรถติดต่อได้ จึงตรวจสอบจนทราบว่า เด็กนักเรียนตามภาพที่โพส เป็นนักเรียนหญิง ของ รร.เทศบาล 3 บ้านเหล่า ทน.อุดรธานี โรงเรียนหยุดการเรียนการสอนใน “วันครู”คณะผู้บริหารและครู ทน.อุดรธานี ทั้งหมด 12 แห่ง ไปร่วมงานวันครู ที่ห้องประชุมอุดรธานีฮอลล์ มีนายอิทธิพนธ์ ตรีวัฒนสุวรรณ นายก ทน.อุดรธานี เป็นประธาน

หลังเสร็จพิธี น.ส.อารีรัตน์ นุตะภิบาล ผอ.รร.เทศบาล 3 บ้านเหล่า เปิดเผยว่า เหตุเกิดช่วงเที่ยงวันพฤหัสบดี 12 มกราคม เป็นเหตุเด็กนักเรียนชั้นประถมปีที่ 4 ทั้งนักเรียนชายและหญิงเล่นด้วยกัน โดยเด็กนักเรียนชายตัวโต ใช้เท้าถีบหน้าอกนักเรียนหญิงที่ตัวเล็ก โดยเด็กอาจจะมีสภาวะเครียด จึงเจ็บหน้าอกและเป็นลม หลังเกิดเหตุเพื่อนวิ่งมาตามครู และนำตัวเด็กไปห้องพยาบาล และโทรตามรถพยาบาล ซึ่งเด็กคนนี้มีพี่สาวเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย รร.เดียวกัน จึงโทรตามพ่อด้วยโทรศัพท์ของครู

“ เมื่อพ่อมาถึงรถพยาบาลยังมาไม่ถึง คงร้อนใจเห็นลูกอาจจะมีสภาวะ อ้าปากหายใจแรงร้องไห้ จึงโทรฯตามรถพยาบาลอีกครั้ง ตรงนี้ทางพ่ออาจเข้าใจว่า โรงเรียนไม่ได้ตามรถพยาบาล เมื่อรถพยาบาลมาอาจจะคิดอย่างนั้น ยืนยันว่าทางครูและโรงเรียน เร่งรัดและให้ความสำคัญตามรถพยาบาล และให้ครูตามไปดูแล 2 คน และกำชับให้ครูต้องตามไปดูแล จนเด็กก็ออกจากโรงพยาบาลในบ่ายวันเดียวกัน หมอดูอาการแล้วว่าไม่มีอะไรรุนแรง ”

น.ส.อารีรัตน์ฯ กล่าวอีกว่า เมื่อวันจันทร์(วานนี้) ช่วงเช้าผู้ปกครองของเด็กทั้ง 2 ฝ่าย ได้นัดมาคุยกันที่โรงเรียน และมีการทำข้อตกลงเรื่องค่าทำขวัญ ซึ่งมีการตกลงจ่ายเงินกันเรียบร้อย และโรงเรียนได้แสดงความเสียใจในสิ่งที่เกิดขึ้น ที่ทำให้ผู้ปกครองของเด็กไม่สบายใจ และขอโทษหากทางผู้ปกครองเด็กคิดว่าล่าช้า ยืนยันว่าเราให้ความสำคัญเรื่องนี้ และดำเนินการด้วยความรวดเร็ว ซึ่งทางผู้ปกครองเด็กเข้าใจ ยอมรับในเรื่องที่เกิดขึ้น เรื่องจบไปแล้วตั้งแต่เช้าวันจันทร์

“ แต่มีการโพสภาพ-ข้อความในเย็นวันจันทร์ โดยบุคคลอื่นซึ่งไม่ทราบรายละเอียดตรงนี้ ไม่เข้าใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เมื่อวานนี้เด็กมาโรงเรียน ก็มีอาการหายใจหอบก็รีบนำตัวเด็กส่งโรงพยาบาล ด้วยรถยนต์ของครู และก็อยู่กับผู้ปกครองจนเด็กกลับ เราก็คุยกับผู้ปกครองเด็กตลอด เมื่อคืนก็คุยกันถึงเรื่องที่มีการโพสเฟสบุ๊ค โดยผู้ปกครองก็บอกว่าไม่ทราบเรื่องโพส โดยคนโพสเป็นหลานที่อยู่ต่างประเทศ ซึ่งทางผู้ปกครองบอกจะไปคุยกับคนโพส ถึงข้อมูลไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ”

t004

ด้านนายอิทธิพนธ์ ตรีวัฒนสุวรรณ นายก ทน.อุดรธานี เปิดเผยว่า เหตุที่เกิดคงจากเรื่องเด็กซน ซึ่งเป็นธรรมดาของเด็ก ส่วนเด็กชายกระทำรุนแรง คงต้องตักเตือนตัวเด็ก ซึ่งขอฝากไปยังผู้โพสว่า หากเป็นข้อมูลที่ชัดเจนแล้วนำไปโพสน่าจะเป็นเรื่องดี แต่หากได้รับข้อมูลข่าวสารไม่ครบถ้วน แล้วนำไปโพสทำให้มีผลกระทบ เกิดความเสียหายก็น่าเสียดาย ขอให้ช่วยกันกรองให้ดีก่อน หากจะตำหนิก็สามารถทำได้ ทาง ทน.อุดรธานี มีครูในสังกัดกว่า 500 ชีวิต มีนักเรียนที่ดูแลกว่า 9 พันคน เราอยากให้เด็กทุกคนเป็นเด็กดี ยิ่งวันนี้เป็นวันครู ตนคิดว่าจิตวิญญาณของความเป็นครู หรือครูมืออาชีพอยากให้เด็กเป็นคนดีทุกคน

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า วันนี้เวลาประมาณ 13.00 น. เฟสบุ๊ค “Nam Nam” (น้ำฝน) ได้โพสข้อความใหม่ ระบุว่า “ขอขอบคุณทุกคนมากนะค่ะ ที่รักน้องเรา ทราบซึ้งในทุกแรงใจเป็นอย่างยิ่ง เราดำเนินการกับคู่กรณีไปแล้วและเราได้คุยกับ ผอ. แล้วและทางโรงเรียนได้รับเรื่อง และรับผิดชอบเรื่องที่เกิดขึ้นไปแล้ว และเราต้องขออภัยที่ต้องลบโพสไป ต่อจากนี้ขอให้มันเป็นไปตามขบวนการณ์ค่ะ” โดยโพสยังไม่ถูกลบ

t002

อัยการแนะแจ้งจับโกงเงินผีอุดรฯฉ้อโกง ปชช.

แก้เบี้ยวเงินฌาปนกิจอุดรธานีไม่จบ ไกล่เกลี่ยไปแล้วยังมีเพิ่ม หนักข้อเบี้ยวข้อตกลง อัยการชี้เข้าข่าย “ฉ้อโกงประชาชน” แนะแจ้งจับชุดแรก 30 ราย ตร.ต้องรับคดีขอตั้งคณะมาสอบสวนก่อน

เมื่อวันที่ 15 มกราคม ที่ห้องประชุมสำนักงานอัยการ จ.อุดรธานี นายน้ำแท้ มีบุญสล้าง อัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมาย และการบังคับคดี จ.อุดรธานี , นายตฤณ เบญจจินดา นิติกรปฏิบัติการ ศูนย์ดำรงธรรม จ.อุดรธานี ร่วมประชุมกับชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน จากฌาปนกิจสงเคราะห์ในพื้นที่ อ.เมืองอุดรธานี 2 แห่ง 30 รายๆละ 80,000-100,000 บาท และนายทุนนอกระบบ 10 ราย รายละ 1-1.5 ล้านบาท ที่บ่ายเบี่ยงไม่ทำตามข้อตกลงไกล่เกลี่ย

610115-4-1

ต่อมาเจ้าหน้าที่จากศูนย์ดำรงธรรมฯ นำชาวบ้านเดินทางมาที่ สภ.เมืองอุดรธานี พบแจ้งความต่อ พ.ต.ท.ผลิตอรัญ บุญมาตุ่น รอง ผกก.สอบสวนฯ และ ร.ต.อ.สุพัตร บุญเรือง รอง สว.สอบสวนฯ ดำเนินคดีกับกับฌาปนกิจสงเคราะห์ 2 แห่ง และนายทุนเงินกู้นอกระบบ ตามคำแนะนำของอัยการสิทธิฯ จ.อุดรธานี หลังจากศูนย์ดำรงธรรมฯรับร้องเรียน และได้ไกล่เกลี่ยหลายครั้ง ก็ยังมีชาวบ้านมาร้องเรียนต่อเนื่อง จนผู้เสียหายชุดล่าสุดถูกปฏิเสธจ่ายเงิน

 

นางเล็ก นามสมมุติ จาก ต.เชียงหวาง อ.เพ็ญ เปิดเผยว่า สมัครเป็นสมาชิกฯฌาปนกิจสงเคราะห์ที่ ซอยเห้งเจีย ถ.อุดรดุษฎี ทน.อุดรธานี ให้คนในครอบครัว 5 คน เสียค่าสมัครรายละ 1,500-1,800 บาท(ขึ้นกับอายุ) จ่ายค่าศพเดือนละ 310 บาท ต่อมาต้นปี 60 เพิ่มเป็น 420 บาท จะได้ค่าศพละ 80,000-100,000 บาท นับตั้งแต่ มี.ค.60 ชาวบ้านไม่ได้รับเงิน มาร้องเรียนศูนย์ฯก็ทำเรื่องไกล่เกลี่ย ถึงเวลาก็ยังไม่จ่ายเงินให้ ขอเพียงครึ่งเดียวก็ไม่จ่าย สมาชิกกว่าครึ่งไม่จ่ายรายเดือน เพราะคิดว่าล้มแน่นอนแล้ว

ป้าน้อย นามสุมมติ ผู้เสียหายอีกคน เปิดเผยว่า เป็นสมาชิกฌาปนกิจฯ ต.นาดี อ.เมือง เป็นสมาชิกมานานกว่า 3 ปี เสียค่าสมัคร 1,000 บาท ค่ารายเดือนเริ่มแรก 100 บาท เป็น 200 บาท และ 300 บาทตามละดับ เมื่อสมาชิกเสียชีวิตทายาทจะได้เงิน 100,000 บาท ชาวบ้านไม่ได้รับเงินมานานกว่าครึ่งปี มีสมาชิกบางส่วนไม่ส่งรายเดือน เพราะเชื่อว่าฌาปนกิจล้มแล้ว ไม่อยากจะถูกหลอกอีก บางส่วนมาร้องศูนย์ดำรงธรรม เรียกมาทำข้อตกลงแต่ก็เบี้ยว

นายน้ำแท้ มีบุญสล้าง อัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมาย และการบังคับคดี จ.อุดรธานี เปิดเผยว่า ชาวบ้านร้องเรียนผ่านศูนย์ดำรงธรรมฯ มีนายทุนปล่อยเงินกู้มีพฤติการณ์ ให้ชาวบ้านนำที่ดินมาขายฝาก เช่น ทำสัญญา 5 แสนบาท แต่ได้เงินไปเพียง 3 แสนบาท เมื่อชาวบ้านผ่อนมาเรื่อยๆ จนพ้นกำหนดเวลาขายฝาก หากอยากได้โฉนดคืนจะต้องจ่ายอีก 8 แสน รวมแล้วกู้เงินแค่ 3 แสน ต้องจ่ายคืนนายทุนเกือบ 2 ล้านบาท เป็นพฤติการณ์ที่น่าจะเข้าข่ายความผิดอาญา เรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา และเข้าข่ายผู้มีอิทธิพล

“ อีกเรื่องคือฌาปนกิจสงเคราะห์ พฤติการณ์ให้ชาวบ้านรวมตัวกัน จ่ายเงินค่าแรกเข้า แล้วให้จ่ายเงินรายเดือน สัญญาว่าหากสมาชิกเสียชีวิต จะได้ผลประโยชน์เป็นเงิน ที่สูงเกินความเป็นจริง และมีการหาสมาชิกเพิ่มไปเรื่อยๆ เพื่อเอาเงินจากสมาชิกใหม่ มาจ่ายสมาชิกเก่า เป็นพฤติกรรมเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ ในที่สุดก็จะต้องเลิกและไม่จ่ายเงิน หรือจ่ายน้อย เป็นการฉ้อโกงประชาชน ได้แนะนำให้นำหลักฐานที่มีทั้งหมด ไปแจ้งความดำเนินคดีกับตำรวจ เพื่อพิจารณาว่าจะมีความผิดอย่างไร ”

610115-4-4

นายน้ำแท้ ฯ ตอบข้อซักถามว่า ฌาปนกิจสงเคราะห์มีปัญหามานานหลายปี เป็นการปล่อยปะละเลย ไม่มีการดำเนินการใดๆ ทำให้พฤติการณ์แบบนี้ขยายวงกว้าง เกิดความเสียหายมากขึ้น สนง.อัยการคุ้มครองสิทธิฯ จึงเห็นว่าจำเป็นต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อยุติพฤติการณ์ที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน

พ.ต.อ.ภูมิวิทย์ เวชกามา ผกก.สภ.เมืองอุดรธานี เปิดเผยว่า มีชาวบ้านมาแจ้งความมากกว่า 30 คน ส่วนแรกเรื่องกองทุนฌาปนกิจ 2 แห่ง ตร.ได้รับเรื่องร้องทุกไว้แล้ว โดยจะตั้งคณะพนักงานสอบสวนขึ้นมา เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน ถ้าพบเข้าข่ายความผิดใดก็จะแจ้งข้อหา , ส่วนที่การปล่อยเงินกู้นอกระบบ ที่แบ่งเป็น 2 ส่วนส่วนแรกคือปล่อยเงินกู้ คิดอัตราดอกเบี้ยเกินกฎหมายกำหนด ก็จะรวมรวมหลักฐานแจ้งข้อหา อีกส่วนคือการขายฝากแล้วตามหานายทุนไม่ได้ จะต้องสอบสวนว่าเข้าข่ายคดีอาญา หรือคดีแพ่งก่อน

สั่งลอกห้วยใหม่และเพิ่ม1กม.โลหะหนักจากแร่ทองแดงลาว

ดีเดย์ลอกสาขาห้วยสามพาด 1 กม. 17 ม.ค.-31 มี.ค. แก้โลหะหนักปนเปื้อนนาน 5 เดือน จากรถขนแร่ทองแดงจาก สปป.ลาว ตกห้วยก่อนส่งไปท่าเรือ

เมื่อวันที่ 12 มกราคม ที่ห้องประชุมศาลากลาง จ.อุดรธานี นายธนพล จันทรนิมิ รองผู้ว่าราชการ จ.อุดรธานี เป็นประธานประชุมติดตามการแก้ไขปัญหา โลหะหนักปนเปื้อนในห้วยสาขา ลำห้วยสามพาด ริมถนนมิตรภาพ บ.นาดี ต.ผาสุก อ.กุมภวาปี เกิดจากรถบรรทุกสินแร่ทองแดงจาก สปป.ลาว ไปลงเรือที่ท่าเรือมาบตาพุดพลิกคว่ำลงลำห้วย มาตั้งแต่ 5 สิงหาคม 2560 กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และตัวแทนจาก บ.เอสเคที. ทราน จก. ผู้ประกอบการขนส่ง

110161-2-2

ที่ประชุมได้รายงานว่า ตามที่อุดรธานีมีคำสั่งให้ บ.เอสเคที. ทราน จก. รับผิดชอบเก็บกู้และฟื้นฟูลำห้วย ตั้งแต่จุดรถบรรทุกสินแร่ทองแดงพลิกคว่ำลง ไปตามกระแสน้ำระยะทาง 1,000 ม. และบริษัทฯได้ดำเนินการเก็บกู้ไปแล้ว 300 ม. ที่เหลืออีก 700 ม.ให้บริษัทฯเสนอแผนให้ทางจังหวัดก่อน ซึ่งจากการเก็บตัวอย่างดินและน้ำหลังดำเนินการ พบว่ายังมีโลหะหนักตกค้าง เกินกว่าค่ามาตรฐานทางราชการ การเสนอแผนเก็บกู้และฟื้นฟูของบริษัทฯ น่าจะต้องดำเนินการตลอดทั้ง 1,000ม.

ที่ประชุมระบุต่อว่า มีหลายหน่วยงานที่ได้รายงาน ค่าใช้จ่ายในการในการวิเคราะห์ น้ำ ตะกอนดิน สัตว์น้ำ และตรวจสารตกค้างในคนงาน เบื้องต้นมีค่าใช้จ่ายอยู่ประมาณ 600,000 บาท และยังมีค่าใช้จ่ายในการตรวจวิเคราะห์อีก จนกว่าจะสามารถเก็บกู้แลฟื้นฟูลำห้วยเสร็จสิ้น รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการตรวจรักษา คนงานที่ตรวจสอบมีโลหะหนักในกระแสเลือดด้วย โดยหลักของกฎหมายกำหนดว่า ผู้ที่ทำให้สิ่งแวดล้อมเสียหาย จะต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

ขณะตัวแทน บ.เอสเคที. ทราน จก. ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมมาด้วยระบุว่า ได้กำหนดแผนเก็บกู้และฟื้นฟูลำห้วยระยะทาง 700 ม.ที่เหลือ เป็นการเก็บกู้ระบบแห้ง คือจะดำเนินการในช่วงฤดูแล้ง และจะสูบน้ำออกเพื่อขุดลอกตะกอนดินออกไปทำลาย เมื่อทางราชการแจ้งว่า การเก็บกู้และฟื้นฟูช่วงแรก 300 ม. ยังมีโลหะหนักตกค้างอยู่ ก็จะบรรจุแผนทำไปพร้อมกัน คือระหว่างวันที่ 17 มกราคม-31 มีนาคม 2561 ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายตรวจวิเคราะห์ และรักษา จะรายงานให้ผู้บริหารเพื่อตัดสินใจ

110161-2-3

นายธนพล จันทรนิมิ รองผู้ว่าราชการ จ.อุดรธานี กล่าวว่า ขอให้บริษัทฯเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จ เพราะที่ผ่านมาล่วงเลยมานานแล้ว ชาวบ้านเสียโอกาสในการดำรงชีวิต ต้องคำนึงถึงชาวบ้านให้มากขึ้น ไม่ใช่มองเพียงความสะดวกของเอกชนเท่านั้น และขอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ เร่งดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ รวมทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายตรวจวิเคราะห์ และการตรวจรักษาคนงาน

 

ขนส่งอุดรคุมเข้มรถขนอ้อย-ยางผิดกติกา

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.อุดรธานี มาเมื่อวันที่ 10 มกราคม นายไกรสร แจ่มหอม นักวิชาการชำนาญการ สนง.ขนส่ง จ.อุดรธานี พร้อมเจ้าหน้าที่ ออกตรวจตราเข้มงวดกวดขัน รถบรรทุกอ้อยส่งโรงงาน และรถบรรทุกยางก้อนถ้วย ที่กลับมาวิ่งหลังหยุดเทศกาลปีใหม่ เพราะมีสถิติอุบัติเหตุบนถนน ที่เกิดจากอ้อยตกหล่นจากรถ และน้ำเซรั่มยางก้อนถ้วยรั่วไหลลงบนถนน สูงขึ้นมากทั้งที่มีข้อตกลงกันอยู่แล้ว โดยต้องการให้รถบรรทุกทุกชนิด รักษากฎหมายและกติกาอย่างเข้มงวด

ยาง3

นายไกรสอน แจ่มหอม นักวิชาการชำนาญการ สนง.ขนส่ง จ.อุดรธานี เปิดเผยว่า วันนี้ได้ออกตั้งด่านตรวจความเรียบร้อย ของบรรดารถบรรทุกทุกชนิด โดยเฉพาะรถบรรทุกอ้อย และรถบรรทุกยางก้อนถ้วย ซึ่งขณะนี้มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นมากบนถนนอุดรธานี-หนองบัวลำภู และถนนนิตโย อุดรธานี-สกลนคร ซึ่งจากการตั้งด่าน 2 จุด จับกุมรถบรรทุกอ้อย 3 คัน ที่อุปกรณ์ไม่ครบ ปรับคันละ 5,000 บาท , จับกุมรถบรรทุกอ้อย ต่อเติมกระบะบรรทุก และไม่จอดรถให้ตรวจปรับ 10,000 บาท และจับกุมรถบรรทุกยางก้อนถ้วย ทำน้ำเซรั่มรั่วไหลงถนนปรับ 5,000 บาท…

ยาง2

ผช.ผบ.ตร.ยัน ตชด.ยิงตัวตายมีปัญหาส่วนตัว

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 10 มกราคม 2561 ที่ห้องประชุมอุดรดุษฎี โรงแรมเจริญโฮเต็ล จ.อุดรธานี พล.ต.ท.เดชา บุตรน้ำเพชร ผช.ผบ.ตร. เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม และมอบนโยบาย แก่กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ระหว่างวันที่ 9-12 มกราคม ระดับรองผู้กำกับการ ถึงผู้บัญชาการ 182 นาย เพื่อติดตามประเมินผลการปฏิบัติงาน เปิดโอกาสให้บุคลากรในระดับผู้บริหาร ได้ร่วมกันวางแผน พิจารณาแก้ไขปัญหา ข้อขัดข้องต่างๆ

พล.ต.ท.เดชา บุตรน้ำเพชร ผช.ผบ.ตร. กล่าวว่า รัฐบาลกำหนดให้ส่วนราชการ จัดทำแผนปฏิบัติราชการของหน่วย เพื่อติดตามประเมินผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยกำหนดตัวชี้วัดในแต่ละมิติอย่างชัดเจน สามารถวัดระดับความสำเร็จได้ ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ซึ่งทุกหน่วยในสังกัดสำนักตำรวจแห่งชาติ ได้นำนโยบายของผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยตำรวจตระเวนชายแดน ทำหน้าที่ 3 อย่าง ทั้งตำรวจ ทหาร และปกครอง เข้าพื้นที่เกิดเหตุได้เร็ว ก่อนหน่วยงานอื่น และออกมานอกพื้นที่เป็นหน่วยงานสุดท้าย

ผช.ผบ.ตร. ให้สัมภาษณ์กรณี พ.ต.ท.บรรหาร กองพิมพ์ ครูฝึกตำรวจตระเวนชายแดน ค่ายเสนีย์รณยุทธ จ.อุดรธานี ยิงตัวตายที่ห้องทำงาน เมื่อวันที่ 8 มกราคมที่ผ่านมา ว่าเกิดจากความเครียดปัญหาส่วนตัว ไม่ใช่ปัญหาจากการทำงาน ส่วนกรณี ส.ต.ท.อานนท์ บุญยก ผบ.หมู่ ตชด. 24 ค่ายเสนีย์รณยุทธ จ.อุดรธานี เมาขับรถเก๋งชนรถเก๋ง เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย พ่อ-แม่-ลูก เมื่อคืนวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา หน้าปั๊มน้ำมัน ปตท. ถนนนิตโย ต.หนองบัว อ.เมืองอุดรธานี ไม่ได้สั่งการอะไรเป็นพิเศษ ให้เป็นไปตามพนักงานสอบสวน ตามพยาน หลักฐาน ให้ดำเนินคดีไปตามกฎหมาย…

ยึดป่าสงวนจากนายทุนแจกคนจนแปลงแรก 411 ไร่

ทหาร-ป่าไม้-ปกครอง-ตำรวจ-ทส. บุกยึดที่ดินปลูกยาง-ยูคา-อ้อย 411 ไร่ ของนายทุนในป่าภูพานน้อย ต้นน้ำลำห้วยสามพาด พื้นที่ตามมติ ครม.30 มิ.ย.41 เตรียมจัดสรรแปลงรวมให้คนจนทำกิน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 10 มกราคม ที่สนามหน้าที่ว่าการอำเภอหนองแสง พล.ต.ศุภชัย ศุภเมธี รอง ผอ.รมน.อุดรธานี , นายสมบูรณ์ ธีรบัณฑิตกุล ผอ.ศูนย์ป้องกันและปราบปรามที่ 2 (ศปป.2) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กรมป่าไม้ , นายบุญเลิศ วรวงษ์ นายอำเภอหนองแสง , พ.ต.อ.วิเชียร สุนทรพินิจ ผกก.สภ.หนองแสง , ส่วนฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่อนุรักษ์ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 10 (อุดรธานี) , หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ อด.2 หนองวัวซอ . ปทส.อุดรธานี , ชป.รส.ร.13 , พร้อมกำลังทหาร ร.13 พัน 2 , ตำรวจ , อส. , ชรบ. และป่าไม้ รวมกว่า 50 นาย

ร่วมสนธิกำลังเพื่อเข้าตรวจยึด พื้นที่นายทุนบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติป่าพันดอน-ป่าปะโค บ.โนนเชียงค้ำ ม.2 ใกล้ทางขึ้นวัดป่าเทพประทาน ต.ทับกุง อ.หนองแสง ปลูกยางพารา , ยูคาลิปตัส และอ้อย รวมทั้งหมด 411-2-75 ไร่ อยู่เชิงเทือกเขาภูพานน้อย ต้นน้ำลำห้วยสามพาด หลังจากที่ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ของ ศปป.2 ได้เข้ามาตรวจสอบแนวเขตที่บุกรุก พร้อมตัดพันต้นยางและต้นยูคาลิปตัส ในพื้นที่ไปแล้วบางส่วน หลังจากนั้นทำการปิดป้ายประกาศ ยึดคืนผืนป่าแปลงดังกล่าว เพื่อเตรียมดำเนินการตามขั้นตอนตามกฎหมาย ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี

พล.ต.ศุภชัย ศุภเมธี รอง ผอ.รมน.อุดรธานี เปิดเผยว่า การสนธิกำลังเข้าตรวจยึดผืนป่าสงวนฯ ตามมาตรา 25 ที่ส่วนใหญ่ถูกนายทุกนอกพื้นที่บุกรุก เข้ามาปลูกยางพารา ยูคาลิปตัส และอื่นๆ หลังจากยึดคืนจะให้ราษฎรที่ยากจนในพื้นที่ เข้าทำกินตามนโยบายของรัฐบาล ที่จะจัดสรรให้ในลักษณะเป็นที่ดินส่วนรวม ไม่ได้มอบให้ผู้หนึ่งผู้ใด ซึ่งการปฏิบัติงานได้ผลเป็นที่น่าพอใจ เมื่อดำเนินคดีกับทางนายทุนแล้ว หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และ อ.หนองแสง จะเข้ามาฟื้นฟูพื้นที่ ก่อนให้ราษฎรที่ยากจน เข้ามาร่วมทำกินใช้ประโยชน์ในพื้นที่ต่อไป

รุกป่า1

นายสมบูรณ์ ธีรบัณฑิตกุล ผอ. ศปป.2 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กรมป่าไม้ เปิดเผยว่า พื้นที่บริเวณนี้ถูกนายทุนนอกพื้นที่ เข้ามาบุกรุกทำลายปลูกยางพารา และยูคาลิปตัส ศปป.2 ได้รับนโยบายจากรัฐบาล ติดตามทวงคืนผืนป่าจากกลุ่มนายทุน มาจัดสรรให้ราษฎรที่ยากจนมีที่ดินทำกิน ตามโครงการนำร่องนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่ให้คณะกรรมการที่ดินแห่งชาติ หรือ คทช. เข้ามาจัดที่ทำกินให้กับราษฎรยากจน โดยดำเนินการไปแล้ว 2 จังหวัด คือ เชียงใหม่ และ น่าน โดยทำในรูปแบบแปลงรวม เวลาผ่านไปจะได้ไม่ตกเป็นของนายทุน

ผอ.ศูนย์ป้องกันและปราบปรามที่ 2 (ศปป.2) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวอีกว่า พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติของอุดรธานี ที่ถูกบุกรุกทั้งจากนายทุนและราษฎร มากเป็นอันดับ 2 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รองจาก เลย รวมแล้วหลายหมื่นไร่ วันนี้ ศปป.2 เข้ามายึดคืนผืนป่าเป็นการนำร่องแห่งแรก ร่วมกับทาง กอ.รมน.อุดรธานี ซึ่งหลังจากนี้เราจะรวบรวมหลักฐานการเข้าบุกรุกป่า เพื่อแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.หนองแสง ในการติดตามหาตัวนายทุนที่เข้ามาบุกรุกกระทำความผิด เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวรายงวานด้วยว่า พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าพันดอน-ปะโค บริเวณที่ตรวจยืดจากนายทุนแปลงนี้ เป็นพื้นที่ป่าสงวนที่ถูกกันจากเขตปฏิรูป มีราษฎรอ้างสิทธิในการเข้าทำกิน 36 ราย และได้รับสิทธิอยู่ในพื้นที่ตามมติ ครม.30 มิ.ย.41 ระหว่างรอการสอบสวนสิทธิ โดยห้ามไม่ให้เปลี่ยนมือ-บุกรุกป่าเพิ่มเติม ขณะที่กำลังตรวจสอบให้สิทธิทำกิน หรือ สทก. ซึ่งก่อนหน้านี้ในปี 60 ยึดพื้นที่ใกล้เคียงลักษณะเดียวกัน 2 แปลง รวม 27-1-103 ไร่….

This slideshow requires JavaScript.

ตร.ลุยหาหลักฐานเอง เด็กสาว16ยังไม่แจ้งความอดีต ผอ.

ตำรวจไม่รอให้เด็กสาว 16 แจ้งความเอาผิด อดีต ผอ.ส่งจดหมาย “ต้องการเงินโทรหาเบอร์….” แล้วขอซื้อบริการ ส่งตำรวจเก็บข้อมูลหาทางเอาผิด ขณะพ่อแม่เด็กบอกอย่างไปยุ่งกันเขา อาจจะไม่มีการแจ้งคงวาม

เมื่อวันที่ 9 มกราคม ผู้สื่อข่าวเข้าพบ พ.ต.อ.จักรภพ สุคนธราช รอง ผบก.ภ.จว.อุดรธานี สอบถามข่าว “อดีต ผอ.” แจกเศษกระดาษที่เขียนข้อความด้วยลายมือ “สนใจต้องการเงินใช้ โทร 084-xxxxxxx” ให้กับเด็กสาวในเขต อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี เพื่อขอซื้อบริการ เมื่อเด็กสาววัย 16 ปีไม่เล่นด้วย ส่งข้อความข่มขู่จะส่งคนไปสั่งสอน ทำให้เด็กกลัวโพสข้อความ เตือนเด็กสาวในพื้นที่ลงเพจ “แหม่นโพธิ์ดำ” ทำให้ปิดเครื่องไม่รับโทรศัพท์ และลูกสาวออกมาขอโทษ บอกว่าพ่อมีปัญหาทางจิต

พ.ต.อ.จักรภพ สุคนธราช รอง ผบก.ภ.จว.อุดรธานี เปิดเผยว่า คงต้องเริ่มจากการที่มีผู้เสียหายเข้ามาร้องทุกข์กับทางตำรวจก่อน เพื่อตำรวจจะได้สืบสวนสอบสวนว่า เหตุเกิดอย่างไร มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และคนทำมีความผิดอะไรแค่ไหน เพื่อที่จะดำเนินการสอบสวนว่า จะมีความผิดเข้าตามกฎหมายข้อใด ทั้งนี้ได้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปพื้นที่หาข้อมูลเบื้องต้นแล้ว เพื่อรอให้เด็กเข้ามาแจ้งความ

ทั้งนี้หากเด็กไม่เข้าแจ้งความ ทางตำรวจจะดูว่า หลังได้ข้อมูลจะดูข้อเท็จจริง ว่าการกระทำของเขาต้องมีผู้เสียหายหรือไม่ หากไม่มีผู้เสียหาย ตำรวจเราก็จะเข้าไปดำเนินการได้เลย แต่อย่างน้อยเราต้องรู้ว่า ข้อเท็จจริงทางคดีเป็นอย่างไร มีความผิดที่มีการกระทำอย่างไรเกิดขึ้นบ้าง จะได้เริ่มการสอบสวน ซึ่งทางตำรวจกำลังดำเนินการ โดยทาง สภ.กุมภวาปี มีการออกทำงานไปแล้วบางส่วน เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นมีผู้ใหญ่และประชาชนให้ความสนใจมาก

ผู้สื่อข่าวโทรศัพท์สอบถาม น.ส.เอ นามสมมุติ อายุ 16 ปี เด็กสาวที่โพสข้อความ สอบถามการจะเข้าแจ้งความกับตำรวจหรือไม่ ได้รับตำตอบว่า เมื่อวานก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจากทางจังหวัดมาหา สอบถามเรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งก็ตอบไปตามความจริง แต่ทางตำรวจก็ไม่ได้ว่าอะไรอีก โดยเรื่องที่เกิดขึ้นได้บอกให้พ่อแม่ทราบ แล้ว ซึ่งทางพ่อแม่ไม่ได้ว่าอะไร บอกเพียงว่า “อย่าไปยุ่งกับเขา” อาจจะไม่มีการแจ้งความ…….

01020103

ประกวดข้าวอุดรธานีฟ้องคุณภาพต่ำน่าห่วง

การปลูกข้าวแบบเน้นปริมาณ ทำให้ข้าวหอมมะลิ-ข้าวเหนียวเมล็ดยาว ที่คัดมาเพื่อเข้าประกวด คุณภาพต่ำน่าเป็นห่วง ทั้งหอมมะลิไม่ถึงเกณฑ์ประกวดระดับประเทศ เหนียวเมล็ดยาว 43 ตัวอย่าง ผ่านเกณฑ์เพียง 11 ตัวอย่าง

 

เมื่อวันที่ 9 มกราคม ที่สำนักงานพาณิชย์ จ.อุดรธานี นายสิธิชัย จินดาหลวง รองผู้ว่าราชการ จ.อุดรธานี เป็นประธานคณะกรรมการตัดสินการประกวดข้าวหอมมะลิ และข้าวเหนียวเมล็ดยาว จ.อุดรธานี ประจำปีเพาะปลูก 60-61 โดยนายประเสริฐ ฝ่ายชาวนา พาณิชย์ จ.อุดรธานี นำคณะกรรมการจาก สนง.เกษตรจังหวัด , ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว และตัวแทนจากโรงสีข้าว ซึ่งผลการตัดสินปรากฏว่า

0201

ข้าวหอมมะลิ ประเภทเกษตรกรรายบุคคล อันดับ 1 นายภิญโญ ฝ้ายสีงาม ม.4 ต.เชียงเพ็ง อ.กุดจับ , อันดับ 2 นางม้วย กุญชรน้อยม.13 ต.เชียงเพ็ง อ.กุดจับ , อันดับ 3 นางพวงเพชร วงษ์เชียงเพ็ง ม.2 ต.เชียงเพ็ง อ.กุดจับ และชมเชย นายประไพ คำวิไลม.5 ต.หนองไผ่ อ.เมือง

ข้าวหอมมะลิ ประเภทกลุ่มเกษตรกร อันดับ 1 ไม่มี , อันดับ 2 ศูนย์ข้าวชุมชน ต.กุดจับ ม.4 ต.กุดจับ อ.กุดจับ , อันดับ 3 ศูนย์ข้าวชุมชนตำบลเสอเพลอ ม.19 ต.เสอเพลอ อ.กุมภวาปี

ข้าวเหนียวเมล็ดยาว ประเภทเกษตรกรรายบุคคล อันดับ 1 นางบุญหลาย สัตธรรม ม.11 ต.หนองอ้อ อ.หนองวัวซอ , อันดับ 2 นายเสถียร คำแสนโคตร ม.14 ต.นาม่วง อ.ประจักษ์ศิลปาคม , อันดับ 3 นางมะลิวัลย์ เพียงสามารถ ม.11 ต.หนองอ้อ อ.หนองวัวซอ และชมเชย นางทองคูณ หาญณรงค์ ม.5 ต.ค้อใหญ่ อ.กู่แก้ว , นายแสงเลิศกงซุย ม.2 ต.โพนสูง อ.ไชยวาน , นางแสงจันทร์ พรมแสงใส ม.1 ต.ดอนกลอย อ.พิบูลย์รักษ์

สำหรับการตัดสินในครั้งนี้ ใช้การตรวจสอบพันธุ์-สิ่งเจือปนด้วยสายตา , การตรวจสอบด้วยการสีหาเปอร์เซ็นต์ข้าวสาร และการตรวจสอบด้วยการต้ม (นำมาใช้ปีแรก) ผลการตรวจสอบพบว่าคุณภาพข้าว ของเกษตรกรอุดรธานีต่ำมาก ทั้งที่เป็นข้าวคัดมาประกวด โดยข้าวหอมมะลิรายบุคคล 23 ตัวอย่าง ถูกคัดออกด้วยสายตา 9 ตัวอย่าง ขณะน้ำหนักต้นข้าวสูงสุดเพียง 45 เปอร์เซ็นต์ หรือหอมมะลิกลุ่ม 4 ตัวอย่าง ถูกคัดออกด้วยสายตา 2 ตัวอย่าง น้ำหนักต้นข้าวก็ต่ำเช่นกัน

0203

ส่วนข้าวเหนียวเมล็ดยาว ที่หมายถึงข้าวเหนียว กข.6 หรือข้าวเหนียวหอมอุดรธานี ส่งเข้าประกวด 43 ตัวอย่าง ถูกคัดออกด้วยสายตา 6 ตัวอย่าง ขณะน้ำหนักต้นข้าว 25-57 กรัม และที่น่าตกใจการการตรวจสอบถ้วยการต้ม 14.5 นาที พบว่ามีข้าวเหนียวเมล็ดยาวผ่านเกณฑ์สูงกว่า 80 เปอร์เซ็นต์เพียง 11 ตัวอย่างเท่านั้น หรือเท่ากับว่า มีข้าวเหนียวเมล็ดยาวหรือ กข.6 เพียง 11 ตัวอย่าง ที่เหลือเป็นข้าวสายพันธ์อื่น ที่มีลักษณะเมล็ดคล้าย กข.6

นายสิธิชัย จินดาหลวง รองผู้ว่าราชการ จ.อุดรธานี เปิดเผยว่า การประกวดข้าวในระดับจังหวัด ก็หวังว่าจะส่งไปประกวดระดับประเทศ หากได้รางวัลก็จะมีชื่อเสียง ตลอดก็จะสนใจซื้อข้าวจากอุดรธานี แต่ผลการตรวจคุณภาพข้าวปีนี้พบว่าต่ำมาก ต่ำกว่าเกณฑ์ที่จะส่งไปประกวด มีความเป็นห่วงว่าจะมีปัญหามากขึ้น เพราะที่ผ่านมาเรามุ่งแต่เรื่องปริมาณ ต่อไปเราจะต้องให้ความสนใจคุณภาพมากขึ้น โดยจะตรวจสอบเรื่องเดิมในปีที่แล้ว กรณีพันธุ์ข้าวที่หน้าตาเหมือน กข.6 แต่คุณภาพต่ำกว่า ว่าดำเนินการไปถึงไหนแล้ว….

นร.แฉอดีต ผอ.ตัณหากลับแจกเบอร์ขอซื้อบริการ

นร.มัธยมสาว 16 ปี แฉผ่านเพจแหม่มโพธิ์ดำ เฒ่าตันหากลับแจกเบอร์โทรล่อเหยื่อให้เงินเด็ก โทรไปกลับขอซื้อบริการไม่ยอมขู่ทำร้าย เปิดปากกับนักข่าวแฉซ้ำ แนะนำตัวเป็น สท. ความจริงเป็นอดีต ผอ.โรงเรียน ลูกสาวมาแจงพ่อมีปัญหาทางจิต

เมื่อวันที่ 8 มกราคม น.ส.เอ นามสมมุติ อายุ 16 ปี นักเรียนมัธยมในพื้นที่ อ.กุมภวาปี กับเพื่อนนักเรียนหญิง 2 คน ร่วมเปิดเผยกับผู้สื่อข่าว หลังโพสข้อความ ลงในเพจแหม่มโพธิ์ดำ ระบุว่า “#สท ขอซื้อบริการเด็ก #พอเด็กไม่ขาย #ขู่ทำร้าย สวัสดีค่ะ เตือนภัยสาวๆ อ.กุมภวาปี มีคนสูงอายุยื่นกระดาษเล็กๆให้ ในกระดาษเขียนว่าสนใจทำงานติดต่อมาที่นี่ หลังติดต่อไปก็ขอซื้อบริการ อยากให้รู้ว่าศักดิ์ศรีไม่ได้มีไว้ขาย และซื้อบริการกับเยาวชนไม่ผิดเหรอ พอปฏิเสธไปลุงขู่ทำร้ายอีกค่ะ ควีน เด็กเป็นเหยื่อหลายคนเลย ” โดยมีผู้มาแสดงความคิดเห็น และให้ข้อมูลเพิ่มเติมจำนวนมาก

น.ส.เอฯ และเพื่อนักเรียนหญิงอีก 2 คน ร่วมกันให้ข้อมูลและนำไปดูจุดที่พบผู้สูงอายุ ที่ศาลเจ้าปู่-ย่า ริมน้ำปาว , ถนนเลียบลำน้ำปาว ในเขตเทศบาลตำบลกุมภวาปี โดยมีการอ้างตัวว่าเป็นสมาชิกสภาเทศบาล (สท.) แต่จากการตรวจสอบกันเอง พบว่าเป็นอดีตผู้อำนวยการโรงเรียน ที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว ที่ผ่านมาได้บอกให้ผู้ปกครองรู้ ท่านให้หลีกเลี่ยงไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยว และยังปรึกษากันว่าน่าจะไปแจ้งความ แต่ยังไม่พร้อมจะไปแจ้ง อาจจะไปพบตำรวจเร็วๆนี้

s004ฟ

น.ส.เอฯ และเพื่อนๆ เล่าว่า ทั้งสามคนได้กระดาษเขียนข้อความ “สนใจต้องการเงินใช้ โทร 084-xxxxxxx” จากผู้สูงอายุคนเดียวกัน โดย น.ส.เอฯ รับมา 3 ครั้งๆแรกที่ร้านขายเครื่องสำอางในตลาด ครั้งที่สอง ในปั้ม ปตท.กุมภวาปี และครั้งที่สามถนนเลียบลำน้ำปาว ขณะที่เพื่อนอีก 2 คน พบกับชายคนนี้เพียงคนละ 1 ครั้ง แต่ก็ไม่มีใครโทรฯกลับไป เชื่อว่าจะต้องมีเด็กผู้หญิงตกเป็นเหยื่อ

“ โดยครั้งที่สามเขาขับรถกระบะมาตามถนน เปิดกระจกรถเรียกให้เข้าไปหา ถามชื่อ อายุ เรียนที่ไหน มีแฟนไหม แล้วก็ขอเบอร์โทรฯ เมื่อไม่ให้ก็ข่มขู่จึงต้องยอมให้หลังจากนั้นก็ไลน์มาคุยด้วย ข้อความมีแต่ถามเรื่องที่ไม่สามารถพูดได้ ซึ่งตนก็ตอบไปว่า ไม่ได้ทำอย่างที่คิด ส่วนที่ว่าเขาโพสข้อความมีการข่มขู่ จึงไปหาตามเฟสบุ๊คก็พบ ได้แชตไปถามว่าเบอร์ที่ให้มาใช้เบอร์เขาไหม ทำแบบนี้ได้อย่างไร ด้วยอารมณ์โกรธเลยพูดไม่ดีกับเขาไป เขาก็เลยมาว่าเป็นเด็กก้าวร้าว จะเอาคนมาสั่งสอน ทำให้เกิดความกลัวขึ้นมา ”

น.ส.เอฯ และเพื่อนๆ เล่าว่า ช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ไม่รู้ด้วยว่าชายคนนี้เป็นใคร เขียนมาบอกว่าเป็น สท.ทำให้ยิ่งเกิดความกลัวมากขึ้น แต่พอเรามาเช็คดูจากเพจเขา และมีคนให้ข้อมูลในเพจ ทราบว่าเขาเป็นอดีต ผอ.โรงเรียนแห่งหนึ่งที่เกษียณไปแล้ว เคยมีคนลองโทรไปเขาก็บอกจะให้เงิน 1,000-1,500 บาท หรือไม่ก็บอกจะรับเลี้ยงดู กำลังจะนัดชวนคนที่ถูกลักษณะนี้ ไปกินข้าวเล่าเรื่องที่เจอมาให้กันฟัง ล่าสุด รับการติดต่อจากลูกสาวเขา เขาบอกขอโทษแทนพ่อเขาด้วย เพราะพ่อเขามีอาการทางจิต

ผู้สื่อข่าวติดต่อไปยังหมายเลขโทรศัพท์ตามที่ น.ส.เอฯ ได้รับเศษกระดาษมา เพื่อขอนัดสัมภาษณ์ข้อเท็จจริงจากเรื่องที่เกิดขึ้น แต่โทรศัพท์ถูกปิดเครื่องไว้ ไม่สามารถติดต่อได้…

นทท.1.6แสนลงเรือชมทะเลบัวแดงช่วงปีใหม่

นักท่องเที่ยวล่องเรือชม “ความงานมหัศจรรย์ ทะเลบัวแดง” ไม่ขาดสายจนทะลุ 1.6 แสนคน ชาวเรือรับตรง 7.8 ล้านบาท ปธ.หอการค้าอุดรฯ ระบุเป็นตัวอย่างท่องเที่ยวโดยชุมชน ภาคเอกชนอุดรฯจับมือจังหวัด ผลักดันเพิ่มศักยภาพในพื้นที่อื่น

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก “ทะเลบัวแดง” หนองหานกุมภวาปี จ.อุดรธานี ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่ 2561 ซึ่งเป็นปีที่ “ดอกบัวแดง” เกิดเป็นผืนใหญ่สวยงาม มากกว่าหลายปีที่ผ่านมา ขณะที่ “ท่าเรือท่องเที่ยว” รอบพื้นที่กว่า 25,000 ไร่ รวม 6 ท่าเรือ คือ บ้านเดียม-บ้านดอนคง-บ้านคอนสาย-บ้านแชแล-บ้านโนนน้ำย้อย-บ้านเชียงแหว นำเรือเล็ก-ใหญ่ ออกให้บริการเที่ยวละ 300-500 บาท จากเรือทั้งหมด 367 ลำ ทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมา ในทุกท่าเรือมากกว่าปีที่ผ่านมา
3
เริ่มจากท่าเรือบ้านเดียม ต.เชียงแหว อ.กุมภวาปี เก็บสถิติจากนักท่องเที่ยว ลงเรือล่องชมทะเลบัแดง เริ่มตั้งแต่พิธีบวงสรวง วันที่ 25 พฤศจิกายน – 30 พฤศจิกายน มีผู้ลงเรือชมทะเลบัวแดง 691 เที่ยว 5,528 คน โดยท่าเรืออื่นยังไม่เปิดบริการ , ตั้งแต่ 1 ธันวาคม – 31 ธันวาคม ทุกท่าเรือให้บริการรวม 12,830 เที่ยว จำนวน 102,851 คน โดยท่าเรือบ้านเดียมมีการลงเรืองสูงสุด 8,555 เที่ยว 86,440 คน มีรายได้กระจายไปหลายครัวเรือน

สำหรับช่วงส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่ 31 ธันวาคม – 2 มกราคม “ท่าเรือบ้านเดียม” ยังคงได้รับความสนใจ มีนักท่องเทียวเดินทางมาลงเรือ ชมความงามมหัศจรรย์ของทะเลบัวแดง 2,178 เที่ยว 17,424 คน ขณะทุกท่าเรือ 6,453 เที่ยว 55,565 คน โดยในภาพรวมตั้งแต่เรื่องฤดูท่องเที่ยว จนมาถึงช่วงเทศกาลปีใหม่ วิสาหกิจชุมชุนเรือท่องเที่ยวชมทะเลบัวแดง ออกเรือรับนักท่องเที่ยว 19,974 เที่ยว 163,944 คน มีรายได้เฉพาะค่าเรือกว่า 7.8 ล้านบาท

นายไพรสิทธิ์ สุขรมย์ ประธานวิสาหกิจเรือบ้านเดียม เปิดเผยว่า ปีนี้ธรรมชาติทำให้ “บัวแดง” เกิดและบานเป็นผืนใหญ่ ต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นฤดู ลักษณะเป็นกลุ่มแปลงใหญ่ จนถึงขณะนี้แต่ละกลุ่มบานเต็มพื้นที่ มีตั้งแต่กลุ่มบานกอละ 7-8 ดอก มาเหลือบานกอละ 2-3 ดอก มั่นใจว่าดอกบัวแดงผืนใหญ่ จะบานต่อเนื่องไปจนถึงเดือนมีนาคม โดยในช่วงนั้นนักท่องเที่ยว จะต้องมาตั้งแต่เช้าชมพระอาทิตย์ขึ้น และลงเรือไปชมดอกบัวแดง หากอากาศร้อนดอกบัวจะ “หุบ” โดยมีเวลาชมบัวแดงได้วันละ 3-4 ชม.เท่านั้น

นายธนัชชัย สามเสน ปรานหอการค้า จ.อุดรธานี เปิดเผยว่า การลงเรือชมทะเลบัวแดง ในหนองหานกุมภวาปี ถือเป็นตัวอย่าง “การท่องเที่ยวโดยชุมชน” ทำให้ชาวบ้านมีรายได้โดยตรง หอการค้าและภาคเอกชนอุดรฯ ช่วยกันสนับสนุนตั้งแต่เริ่ม ขณะที่การท่องเที่ยวโดยชุมชน ที่เริ่มเข้มแข็งแล้วก็จะมี “ลองแพอ่างน้ำพาน” อ.สร้างคอม , “ล่องแก่งชมเขา กินข้าวป่า บ้านคีรีวงกต” อ.นายูง ขณะที่หอการค้าฯกำลังเข้าไปช่วยคือ “วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวสะพานหิน-บ้านท่าลี่” อ.กุมภวาปี

2

“ อุดรธานีได้ตอบรับข้อเสนอภาคเอกชนอุดรฯ ในการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชน จัดให้มีการประชุมครั้งใหญ่ของการท่องเที่ยวชุมชน ที่มีอยู่ประสบความสำเร็จแล้ว , ที่มีอยู่กำลังเติบโต , ที่มีอยู่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ และอยากจัดการท่องเที่ยวชุมชนใหม่ เพื่อทำความเข้าใจแนวทางที่ถูกต้อง การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ จากการท่องเที่ยวชุมชนที่เข้มแข็ง ตลอดจนการรับฟังความคิดเห็นจากชุมชน เพื่อให้เกิดความเข้มแข็ง สร้างรายได้ให้กับชุมชนตนเอง ซึ่งจะเป็นรายได้ตรงถึงชุมชนนั้นๆ ”….

60,125 คน รำบวงสรวงฉลองตั้งเมืองอุดร

พระอนุสาวรีย์กรมหลวงประจักษ์ เปล่งรัศมี 5 แฉกตามถนน 5 สาย รวมกว่า 4 กม. เป็นสีแสดจากเสื้อแห่งความเคารพศรัทธา 60,125 คน ฉลองตั้งเมืองอุดรลุสู่ปีที่ 125

k001ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.อุดรธานี มาตั้งแต่เช้าบริเวณพระอนุสาวรีย์ พลตรีพระเจ้าบรมวงษ์เธอกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ทน.อุดรธานี จัดให้มีการประกอบพิธีฉลองการก่อตั้งเมืองอุดรธานีลุเข้าสู่ปีที่ 125 น้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ และพระเกียรติคุณ โดยมีนายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เป็นประธานในพิธี , หม่อมราชวงษ์ทองน้อย ทองใหญ่ นำทายาทราชสกุลทองใหญ่ เข้าร่วมพิธี โดยมีนายวัฒนา พุฒิชาติ ผู้ว่าราชการ จ.อุดรธานี นำตุลาการ ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ พ่อค้าประชาชน

k003

นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เป็นประธานนำทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 126 รูป , ประกอบพิธีสงฆ์ 10รูป , วางพานพุ่มดอกไม้สดถวายราชสักการะ , พราหมณ์สมหมาย ศรีเมืองแก้ว ครูภูมิปัญญาแห่งชาติ นำทำพิธีบายศรีสู่ขวัญบ้านสู่ขวัญเมือง ตามประเพณีอีสาน ด้วยพานบายศรียักษ์รัศมี 2 เมตรสูง 5 เมตร , รำบายศรีสูงขวัญบ้านสู่ขวัญเมือง , ถวายเครื่องสังเวยบูชาพลตรีพระเจ้าบรมวงษ์เธอกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม , บรรเลงกลองกริ่งเฉลิมพระเกียรติ , มอบรางวัล “กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม” ยกย่องบุคคล 5 สาขา 25 คน

k009k016

และรำบวงสรวงสดุดีฯ ในชุดเสื้อสีแสด ผ้าถุงและสไบย้อมคราม ทัดดอกทองกวาว พร้อมนำมาลัยกร จากการเริ่มต้นรำเพียง 19 คน จนกลายเป็นประเพณีมาหลายสิบปี ปีนี้ชาวอุดรธานีลงทะเบียนถึง 60,125 คน หนึ่งในนั้นคือ น.ส.สุดารัตน์ บุตรพรหม หรือ “ตุ๊กกี้ ชิงร้อย” มาร่วมรำเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน ใช้พื้นที่รำรอบพระอนุสาวรีย์ และตามถนน 5 สาย เป็นเหมือนรัศมี 5 แฉก คือถนนทหาร จากพระอนุสาวรีย์-ซอยจินตคาม, ถนนทหาร จากพระอนุสาวรีย์-วงเวียนน้ำพุ , ถนนศรีสุข , ถนนสุรการ และถนนโภคานุสรณ์ ระยะทางรวม 4 กม. โดยงานพิธีสิ้นสุดลง 11.15 น.k004

การฉลองก่อตั้งเมืองอุดรธานีลุเข้าสู่ปีที่ 125 จัดขึ้นยิ่งใหญ่เป็นกรณีพิเศษ ตามตัวเลขจำนวนปีแบบสากล นอกจากมีกิจกรรมที่จัดขึ้นทุกปี ยังเพิ่มเติมการจัดกองเกียรติยศ , การร่วมขับร้องเพลงชาติไทย , การอัญเชิญศาสตราวุธประจำพระองค์ ที่ทายาทราชสกุลทองใหญ่ มอบให้ชาวอุดรธานีมาที่พระอนุสาวรีย์ , การจัดสร้างเหรียญที่ระลึก และรูปหล่อลอยเท่าองค์จริง , การบรรเลงกลองกริ่งเฉลิมพระเกียรติ และการมอบรางวัล “กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม” ขณะรอบพระอนุสาวรีย์ จอแอลอีดี.ถ่ายทอดสดงานพิธี ส่วนป้ายโฆษณาพร้อมใจเป็นพื้นขาวทั้งหมด
พลตรีพระเจ้าบรมวงษ์เธอกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ขณะดำรงตำแหน่ง “กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม” เป็นแม่ทัพฝ่ายเหนือ มาปราบโจรจีนฮ่อตั้งกองทหารอยู่ จ.หนองคาย ทหารฝรั่งเศสอ้างเหตุความขัดแย้ง นำกองเรือปิดแม่น้ำเจ้าพระยา บีบบังคับให้ประเทศไทย ลงนามในสนธิสัญญา รศ.112 มอบดินแดนฝั่งซ้ายแม่โขงให้ ส่วนหนึ่งไม่ให้ไทยตั้งกองทหาร อยู่ในรัศมีจากริมแม่น้ำโขง 25 กม. กรมหลวงประจักษ์ฯ ถอยทัพมาถึงบ้านเดื่อหมากแข้ง เมื่อวันที่ 18 มกราคม รศ.112 เห็นมีชัยภูมิเหมาะสมจึงตั้งทัพที่นี่ บ้านเมืองอุดรธานีได้เติบโตมาถึงปัจจุบัน

ขอบคุณภาพบนอากาศของคุณธานินทร์ วงศ์อาสา

นกแอร์บินเที่ยวแรกอุดร-อุบลสัปดาห์ละ 3 วัน

นกแอร์บินปฐมฤกษ์ อุดรธานี-อุบลราชธานี สัปดาห์ละ 3 เที่ยว พุธ-ศุกร์-อาทิตย์ 11.00 น. ส่งสัญญาฮับอีสานเชื่อม สปป.ลาว เหนือ-ใต้

เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 17 มกราคม 2561 ที่ท่าอากาศยานนานาชาติอุดรธานี นายวัฒนา พุฒิชาติ ผู้ว่าราชการ จ.อุดรธานี นางสาวจรัสพรรณ ศรีสวัสดิ์ ผู้อำนวยการใหญ่ ฝ่ายการตลาด สายการบินนกแอร์ นางสาวนิรชา แสนอินทรอำนาจ ผู้จัดการสายการบินนกแอร์ สถานีอุดรธานี ร่วมเปิดเที่ยวบินปฐมฤกษ์เส้นทางใหม่ อุดรธานี-อุบลราชธานี โดยมีนาย นายสวาท ธีระรัตนนุกูลชัย กรรมการหอการค้าไทย นายธนัชชัย สามเสน ประธานหอการค้า จ.อุดรธานี นายทินกร ทองเผ้า นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวอุดรธานี และคณะกรรมการร่วมงาน

นางสาวจรัสพรรณ ศรีสวัสดิ์ ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายการตลาด สายการบินนกแอร์ กล่าวว่า สายการบินนกแอร์ เป็นสายการบินสัญชาติไทย ที่มีเส้นทางบินภายในประเทศครอบคลุมมากที่สุด ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2547 สายการบินนกแอร์มีฐานบินอยู่ที่ท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง กรุงเทพ โดยมีเครื่องบินที่ใช้ประกอบไปด้วยเครื่องบินโบอิ้ง 737-800 จำนวน 20 ลำ เครื่องบิน Q400 NextGen จำนวน 8 ลำ เครื่องบิน ATP 72-500 จำนวน 2 ลำ ปัจจุบันสายการบินมีเส้นทางบินภายในประเทศทั้งหมด 25 เส้นทาง และเส้นทางบินระหว่างประเทศ 3 เส้นทาง

“ สำหรับเส้นทางบินอุดรธานี–อุบลราชธานี เป็นเส้นทางล่าสุด ทางสายการบินฯเล็งเห็นศักยภาพและโอกาสทางธุรกิจ เชื่อว่าจะช่วยรองรับความต้องการด้านการเดินทาง ของประชาชนในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้เดินทางได้สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เชื่อมเมืองใหญ่ให้ใกล้กันมากขึ้น โดยใช้เวลาในการเดินทางไม่มาก และยังเปิดประตูอีสานสู่เมืองใกล้เคียง ที่มีศักยภาพด้านการเดินทาง และการท่องเที่ยวอย่าง สปป.ลาว และกัมพูชา ”

นางสาวจรัสพรรณฯ กล่าวอีกว่า อีกทั้งท่าอากาศยานนานาชาติอุดรธานี ยังเป็นฐานปฏิบัติการบินของนกแอร์อีกแห่งหนึ่ง จึงเอื้ออำนวยต่อการเปิดเส้นทางใหม่นี้ โดยนกแอร์มุ่งหวังว่าการเปิดบริการในเส้นทางดังกล่าวจะช่วยอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางให้ผู้โดยสารได้มีตัวเลือกที่มากยิ่งขึ้น โดยเส้นทางดังกล่าว เปิดให้บริการจำนวน 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ วันจันทร์ วันพุธ และวันอาทิตย์ ออกจากอุดรธานี 11.05 น. ถึงอุบลราชธานี 12.05 น. ด้วยเครื่องบินแบบ Q400 จำนวน 86 ที่นั่ง ตรวจสอบรายละเอียดต่างๆเพิ่มเติมได้ที่ http://www.nokair.com หรือติดต่อ นกแอร์ คอลเซ็นเตอร์ โทร.1318

ปปง.โดดร่วมสอบโกงเงินผี 2ฌาปนกิจอุดรฯ

มาแล้ว ปปง.ส่งทีมสอบสวน เก็บข้อมูลคดีโกงเงินผีอุดรธานี เข้าข่ายฟอกเงินหรือไม่ ขณะอัยการสิทธิฯแนะใครไม่ได้เงินตามสัญญา เข้าพบตำรวจแจ้งความฉ้อโกงประชาชน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 17 มกราคม ที่ สนง.อัยการ ต.อุดรธานี ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนกว่า 100 คน ที่ถูกฌาปนกิจสงเคราะห์ 2 แห่ง ในพื้นที่ อ.เมืองอุดรธานี (ประชาชน และเพื่อนเกษตร) บ่ายเบี่ยงไม่จ่ายเงินค่าเสียชีวิต ตามสัญญารายละ 80,000-100,000 บาท เดินทางเข้าให้ถ้อยคำเพิ่มเติมกับ นายน้ำแท้ มีบุญสล้าง อัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมาย และการบังคับคดี จ.อุดรธานี , นางรณิดา เหลืองฐิติสกุล ผอ.ศูนย์ดำรงธรรม จ.อุดรธานี ก่อนจะให้ถ้อยคำรายละเอียดกับ เจ้าหน้าที่จากสำนักงานและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง.ที่เดินทางมาสอบปากคำผู้เสียหาย เก็บข้อมูลที่เกิดขึ้น

โดยการให้ถ้อยคำครั้งนี้ มีการแบ่งแยกกลุ่มผู้เสียหาย คือ กลุ่มที่ยังไม่เคยร้องเรียนผ่านศูนย์ดำรงธรรม จะให้ทางเจ้าหน้าที่ศูนย์ดำรงธรรมอุดรธานี ทำการสอบปากคำรายละเอียดที่เกิดขึ้น กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มที่ร้องเรียนศูนย์ดำรงธรรม ไปแล้วแต่ยังไม่มีการเข้าเจ้งความดำเนินคดีกับทั้ง 2 สถานฌาปนกิจฯ ในข้อหา “ฉ้อโกงประชาชน” ที่ สภ.เมืองอุดรธานี และ กลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มที่ร้องเรียนศูนย์ดำรงธรรม และเข้าแจ้งความดำเนินคดีไปแล้ว โดยได้เข้าให้ปากคำต่อเจ้าหน้าที่จาก ปปง. แบบตัวต่อตัว

610118-1-2

นายน้ำแท้ มีบุญสล้าง อัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมาย และการบังคับคดี จ.อุดรธานี เปิดเผยว่า หลังจากที่แนะนำให้ผู้เสียหายเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับทั้ง 2 ฌาปนกิจสงเคราะห์ ไปแล้ว วันนี้ได้นัดให้ผู้เสียหายทั้งหมด รวมทั้งผู้ที่เดือดร้อนที่ยังไม่ได้รับเงินค่าศพ ที่ยังไม่เคยร้องเรียนกับทางศูนย์ดำรงธรรม ให้เข้ามาร้องเรียนและให้ถ้อยคำเพิ่ม ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นทาง สนง.ปปง.ยังส่งเจ้าหน้าที่มาร่วมสอบปากคำผู้เสียหาย เพื่อรวบรวมข้อมูลตามขั้นตอนของทาง ปปง.ต่อไป

“ ขอแจ้งให้ประชาชนที่จ่ายเงินค่าสมาชิก ให้กับฌาปนกิจทั้ง 2 แห่ง แล้วไม่ได้รับเงินค่าเสียชีวิต หรือเกิดความเสียหาย ตั้งแต่พรุ่งนี้ (18 ม.ค.61) ขอให้เข้าแจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับทั้ง 2 ฌาปนกิจสงเคราะห์ ในข้อหา ฉ้อโกงประชาชน ได้ที่ สภ.เมืองอุดรธานี ได้เลย โดยไม่ต้องเข้ามาให้ถ้อยคำ หรือร้องเรียนกับทางศูนย์ดำรงธรรม หรือที่ สนง.อัยการจังหวัด เพราะว่าทางเจ้าหน้าที่ได้ไปตั้งกองอำนวยการที่ สภ.เมืองอุดรธานี ไว้แล้ว ”

610118-1-3

ทหาร-ปค.จับพ่อค้าขนมเด็ก รับจ้างขนยาบ้า-ไอซ์

จับอีกขนยาบ้า-ยาไอซ์มาพักเมืองอุดร ก่อนกระจายออกไปให้ลูกค้า สารพัดวิธีไม่พ้นตาปลัดอำเภอ ตามจาก อ.เพ็ญ จนรู้เบาะแสแหล่งพัก รายงานผู้ว่าฯจับมือทหารจนมุมคาบ้าน

เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 17 มกราคม 2561 พล.ต.ศุภชัย ศุภเมธี รอง ผอ.รมน.อุดรธานี นายณรงค์เดช คำภูนอก ปลัดความมั่นคง อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี นำกำลังทหาร ฝ่ายปกครอง มากกว่า 10 นาย เข้าค้นบ้านเลขที่ 117/1 ม.3 ซอยช้างเผือก1 บ้านช้าง ทน.อุดรธานี หลังจากติดตามการส่งยาเสพติดจาก จ.หนองคาย มาพักไว้ที่บ้านหลังดังกล่าว พบมีบ้านหลายหลังอยู่ในบริเวณเดียวกัน

เจ้าหน้าที่ได้แสดงบัตรเป็นเจ้าหน้าที่ ปปส. ขอเข้าตรวจค้นบ้านปูนชั้นเดียวคล้ายรีสอร์ท มีนายพงษ์ระพี เริ่มศรี อายุ 25 ปี อยู่เลขที่ 166/78 ม.8 ต.หมูม่น อ.เมือง จ.อุดรธานี แสดงตัวเป็นเจ้าของบ้าน พบยาบ้า 36,000 เม็ด อยู่ในกล่องนมผง และยาไอซ์ 5 ขีด อยู่ในกล่องเครื่องฉีดน้ำ , เงินสด 5,000 บาท และอุปกรณ์เสริมต่อปืนสั้นให้เป็นปืนยาว 2 ชุด จึงแจ้งข้อหา “มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า ยาไอซ์) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย มีสิ่งเทียมอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต”

610118-2-5

สอบสวนนายพีระพงษ์ รับสารภาพว่า ตนพ่อค้าขายขนมในโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งในเขตเทศบาลนครอุดรธานี มีลูก 3 คน แต่ติดยาบ้าทำให้เงินไม่พอใช้จ่าย จึงหันมารับจ้างขนยาบ้า โดยรู้จักกับเพื่อนชายรุ่นพี่ ไม่ทราบชื่อ นามสกุล และที่อยู่ ซึ่งเคยติดคุกมาก่อน ชักชวนให้ร่วมขบวนขนยาเสพติด จึงตอบตกลงเข้าร่วมขบวนการด้วย ก่อนได้หมายเลขโทรฯติดต่อกับชาวลาว

ครั้งแรก ขับรถเก๋งฮอนด้า ซีวิค สีขาว ทะเบียน สฮ 1738 กรุงเทพฯ ไปรับยาบ้าที่หลักกิโลเมตรใหญ่ บ้านเม่น ต.นาข่า อ.เมือง จ.อุดรธานี 2 หมื่นเม็ด นำมาพักไว้ที่บ้าน ก่อนนำไปส่งลูกค้าตามคำสั่ง ได้ค่าจ้าง 2 หมื่นบาท โอนผ่านบัญชีธนาคาร และยาบ้า 200 เม็ด , ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ขับรถเก๋งคันเดิมไปรับยาบ้า 40,000 เม็ด และยาไอซ์ 1 กก. ที่วางไว้หลักกิโลเมตร ริมถนนไปสะพานมิตรภาพฯ ชุดแรกไปส่งลูกค้าที่หลักกิโลเมตรใน อ.หนองหาน ยาบ้า 4,000 เม็ด ยาไอซ์ 5 ขีด ที่เหลือรอชาวลาวสั่งไปส่ง ส่วนอุปกรณ์เสริมอาวุธปืน พ่อค้าชาวลาวฝากมาให้

นายณรงค์เดช คำภูนอก ปลัดฝ่ายความมั่นคง อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 มกราคม ได้จับกุมผู้เสพและผู้ขายยาบ้ารายย่อยในเขตรับผิดชอบ 3 คน ยาบ้า 1,643 เม็ด สอบสวนขยายผลทราบว่า รับยาบ้ามาจากนายพีระพงษ์ หรือโม้ ชาว ต.หมูม่น อ.เมือง จ.อุดรธานี พร้อมกับนำตัวมาชี้บ้าน จึงได้สะกดรอยดูพฤติกรรม จนแน่ใจว่ามียาบ้าซุกซ่อนอยู่ในบ้าน จึงได้แจ้งนายวัฒนา พุฒิชาติ ผวจ.อุดรธานี และประสานกับพล.ต.ศุภชัย ศุภเมธี รอง ผอ.รมน.อุดรธานี เข้าตรวจค้นจับกุมดังกล่าว

พล.ต.ศุภชัย ศุภเมธี รอง ผอ.รมน.อุดรธานี เปิดเผยว่า นายพีระพงษ์ เป็นคนรับจ้างขนยาบ้าจากชาวลาว นำยาบ้ามาพักไว้ที่บ้าน ก่อนเป็นผู้กระจายไปให้ลูกค้าในพื้นที่ต่างๆ ตามที่ชาวลาวโทรศัพท์สั่ง จึงสนธิกำลังเข้าตรวจค้นจับกุม ซึ่งนายพีระพงษ์ฯไม่เคยเห็นหน้าทั้งชาวลาวและลูกค้า ถือว่าเป็นการตัดตอนไม่ให้รู้ว่าเจ้าของยาบ้า และลูกค้าที่ไปส่ง และเชื่อว่ารับจ้างขนมานาน จะได้ทำการสืบสวนขยายผลต่อไป.

เจรจายุติโวยครูไม่ดูแล ด.ญ.ถูกถีบสลบไม่มี “ฟ้อง”

รองนายก ทน.อุดรฯ เชิญผู้บริหาร-ครู และพ่อแม่ ด.ญ.ถูกเพื่อนถีบสลบ จับเข่าคุยในฐานะครอบครัวเดียวกัน สาวคนโพสจาก ตปท.ก็ศิษย์เก่า ลั่นไม่มีการฟ้องร้องดำเนินคดี พ่อแม่จะสายตรงให้ลบโพส

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 17 มกราคม 2561 ที่บ้านเลขที่ 188 บ.นาหยาด ม.6 ต.สามพร้าว อ.เมือง จ.อุดรธานี ผู้สื่อข่าวพบกับนายสนอง ใยสว่าง อุ 46 ปี นางวี ใยสว่าง อายุ 43 ปี พ่อแม่ ของ ด.ญ. อายุ 9 ปี นักเรียนชั้น ป.4 ร.ร.เทศบาล 3 ทน.อุดรธานี ที่โรงเรียน-ครู ถูกก่นด่าในโลกออนไลด์ หลังจากมีการโพสภาพ-ข้อความลงในเพจ “Nam Nam” ว่า ด.ญ.ถูกเพื่อนถีบจนหมดสติ โดยไม่ได้รับการดูแลจากโรงเรียน แม้โรงเรียนออกมาชี้แจงว่า ข้อมูลที่นำไปเผยแพร่ไม่ครบถ้วน ทุกฝ่ายดูแลตามขั้นตอน เรื่องน่าจะยุติด้วยดี แต่เพจดังกล่าวยังไม่ถูกลบ ยังถูกแชร์จากเมื่อวาน 26,000 ครั้งเป็น 36,000 ครั้ง

นายสนองและนางวีฯ ร่วมกันเปิดเผยว่า เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้อยากเรียกร้องเงิน แต่อยากเป็นกรณีศึกษาไม่ให้เกิดขึ้นอีก เรื่อง ผอ.ชี้แจงครอบครัวไม่เห็นด้วย คนโพสเฟซบุ๊คเป็นหลานสาวอยู่ต่างประเทศ เป็นลูกพี่ลูกน้องกับเด็กทั้งสอง มีการพูดคุยกันอยู่ตลอดเวลาผ่านทางโซเชี่ยล เรื่องทั้งหมดที่โพสมาจากปากลูกสาวคนโต ที่เป็นความจริงที่เกิดขึ้น ด้วยความเป็นห่วงน้อง ครอบครัวกลัวจะมีการฟ้องร้อง ระหว่างโรงเรียนและหลานสาว จึงอยากขอความเป็นธรรมตรงนี้

“ ไม่ได้เรียกร้องอะไรจากโรงเรียน และไม่อยากให้โรงเรียนเสียหาย แต่หัวอกพ่อแม่ต้องห่วงลูกทุกคน และอยากจะทราบว่า ต่อไปนี้ถ้าลูกเป็นอะไรไปจะช่วยอะไรลูกได้ไหม วันนี้ลูกก็ไม่ได้ไปโรงเรียน เพราะยังมีอาการเจ็บหน้าอกอยู่ อยากให้พูดชัดเจนมากกว่านี้ ส่วนกรณีที่จ่าย 10,000 บาทเป็นเงินที่ทางผู้ปกครองของเด็กชายจ่ายทำขวัญ คนที่เอาไปโพสก็เป็นหลานแท้ๆ หากไม่เอาลงทางโรงเรียนจะมาดูแลหรือไม่ ซึ่งที่เขาเอาไปโพสเพราะเขารู้เรื่องราวทั้งหมด ”

ต่อมาเวลา 11.30 น. วันเดียวกัน นายสนองและนางวี พ่อแม่และพี่สาว ได้เดินทางไปที่โรงเรียนเทศบาล 3 บ้านเหล่า เพื่อพบกับนายสุรพล แจ่มวุฒิปรีชา รองนายกเทศมนตรีนครอุดรธานี , น.ส.อารีรัตน์ นุตะภิบาล ผอ.รร.เทศบาล 3 บ้านเหล่า และคณะผู้บริหารโรงเรียน เพื่อทำความเข้าใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น โดยมีการสอบถามความต้องการของครอบครัวเด็กนักเรียน และอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นในทุกเหตุการณ์ทั้งหมด แม้ว่าบางเรื่องที่ยังไม่ตรงกัน ทำให้เกิดความรู้สึกไม่ดีต่อกัน ขอให้ยุติสิ่งที่ทำให้บาดหมางกัน
170161-2-1

นายสุรพล แจ่มวุฒิปรีชา รองนายก ทน.อุดรธานี เปิดเผยว่า เชิญทุกฝ่ายมาคุยเพื่อทำความเข้าใจกัน ไม่อยากให้มีเรื่องขุ่นเคืองใจต่อกัน ครอบครัวนี้ก็ถือเป็นคนของ ทน.อุดรธานี เพราะพ่อแม่ก็ทำงานอยู่ ทน.อุดรธานี ถือเป็นครอบครัวเดียวกัน จึงจะไม่มีการฟ้องร้องดำเนินคดีใดๆ น้องคนที่โพสก็เป็นอดีตนักเรียนที่นี่ ถือเป็นลูกหลานเราเช่นกัน โดยครอบครัวจะไปพูดคุยกับน้อง ให้ลบทุกโพสอีกครั้ง ถือว่าจบกันด้วยดีทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันแล้ว ต่อไปจะได้นำลูกสาว ไปตรวจร่างกายอีกครั้งเพื่อความสบายใจ และจะกำชับให้ครูในสังกัดดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิด

นายสนองฯ เปิดเผยอีกครั้งว่า เมื่อได้พูดคุยกันกับทุกฝ่ายแล้วก็สบายใจ ตอนนี้ลูกสาวมีอาการดีขึ้น แต่ยังต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอย่างมีอาการหวาดผวา แน่นหน้าอกเป็นระยะ โดยเฉพาะช่วงเวลากลางคืน หากตรวจร่างกายแล้วหายดีแล้ว ก็จะให้มาโรงเรียนตามปกติ เพราะน้องเองก็คิดถึงครูที่โรงเรียนและเพื่อที่นี่ ส่วนหลานสาวที่โพสเฟซบุ๊ค คงต้องโทรไปพูดคุยกันอีกครั้ง เพื่อให้เข้าใจตรงกัน

« Older Entries