อัยการแนะแจ้งจับโกงเงินผีอุดรฯฉ้อโกง ปชช.

แก้เบี้ยวเงินฌาปนกิจอุดรธานีไม่จบ ไกล่เกลี่ยไปแล้วยังมีเพิ่ม หนักข้อเบี้ยวข้อตกลง อัยการชี้เข้าข่าย “ฉ้อโกงประชาชน” แนะแจ้งจับชุดแรก 30 ราย ตร.ต้องรับคดีขอตั้งคณะมาสอบสวนก่อน

เมื่อวันที่ 15 มกราคม ที่ห้องประชุมสำนักงานอัยการ จ.อุดรธานี นายน้ำแท้ มีบุญสล้าง อัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมาย และการบังคับคดี จ.อุดรธานี , นายตฤณ เบญจจินดา นิติกรปฏิบัติการ ศูนย์ดำรงธรรม จ.อุดรธานี ร่วมประชุมกับชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน จากฌาปนกิจสงเคราะห์ในพื้นที่ อ.เมืองอุดรธานี 2 แห่ง 30 รายๆละ 80,000-100,000 บาท และนายทุนนอกระบบ 10 ราย รายละ 1-1.5 ล้านบาท ที่บ่ายเบี่ยงไม่ทำตามข้อตกลงไกล่เกลี่ย

610115-4-1

ต่อมาเจ้าหน้าที่จากศูนย์ดำรงธรรมฯ นำชาวบ้านเดินทางมาที่ สภ.เมืองอุดรธานี พบแจ้งความต่อ พ.ต.ท.ผลิตอรัญ บุญมาตุ่น รอง ผกก.สอบสวนฯ และ ร.ต.อ.สุพัตร บุญเรือง รอง สว.สอบสวนฯ ดำเนินคดีกับกับฌาปนกิจสงเคราะห์ 2 แห่ง และนายทุนเงินกู้นอกระบบ ตามคำแนะนำของอัยการสิทธิฯ จ.อุดรธานี หลังจากศูนย์ดำรงธรรมฯรับร้องเรียน และได้ไกล่เกลี่ยหลายครั้ง ก็ยังมีชาวบ้านมาร้องเรียนต่อเนื่อง จนผู้เสียหายชุดล่าสุดถูกปฏิเสธจ่ายเงิน

 

นางเล็ก นามสมมุติ จาก ต.เชียงหวาง อ.เพ็ญ เปิดเผยว่า สมัครเป็นสมาชิกฯฌาปนกิจสงเคราะห์ที่ ซอยเห้งเจีย ถ.อุดรดุษฎี ทน.อุดรธานี ให้คนในครอบครัว 5 คน เสียค่าสมัครรายละ 1,500-1,800 บาท(ขึ้นกับอายุ) จ่ายค่าศพเดือนละ 310 บาท ต่อมาต้นปี 60 เพิ่มเป็น 420 บาท จะได้ค่าศพละ 80,000-100,000 บาท นับตั้งแต่ มี.ค.60 ชาวบ้านไม่ได้รับเงิน มาร้องเรียนศูนย์ฯก็ทำเรื่องไกล่เกลี่ย ถึงเวลาก็ยังไม่จ่ายเงินให้ ขอเพียงครึ่งเดียวก็ไม่จ่าย สมาชิกกว่าครึ่งไม่จ่ายรายเดือน เพราะคิดว่าล้มแน่นอนแล้ว

ป้าน้อย นามสุมมติ ผู้เสียหายอีกคน เปิดเผยว่า เป็นสมาชิกฌาปนกิจฯ ต.นาดี อ.เมือง เป็นสมาชิกมานานกว่า 3 ปี เสียค่าสมัคร 1,000 บาท ค่ารายเดือนเริ่มแรก 100 บาท เป็น 200 บาท และ 300 บาทตามละดับ เมื่อสมาชิกเสียชีวิตทายาทจะได้เงิน 100,000 บาท ชาวบ้านไม่ได้รับเงินมานานกว่าครึ่งปี มีสมาชิกบางส่วนไม่ส่งรายเดือน เพราะเชื่อว่าฌาปนกิจล้มแล้ว ไม่อยากจะถูกหลอกอีก บางส่วนมาร้องศูนย์ดำรงธรรม เรียกมาทำข้อตกลงแต่ก็เบี้ยว

นายน้ำแท้ มีบุญสล้าง อัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมาย และการบังคับคดี จ.อุดรธานี เปิดเผยว่า ชาวบ้านร้องเรียนผ่านศูนย์ดำรงธรรมฯ มีนายทุนปล่อยเงินกู้มีพฤติการณ์ ให้ชาวบ้านนำที่ดินมาขายฝาก เช่น ทำสัญญา 5 แสนบาท แต่ได้เงินไปเพียง 3 แสนบาท เมื่อชาวบ้านผ่อนมาเรื่อยๆ จนพ้นกำหนดเวลาขายฝาก หากอยากได้โฉนดคืนจะต้องจ่ายอีก 8 แสน รวมแล้วกู้เงินแค่ 3 แสน ต้องจ่ายคืนนายทุนเกือบ 2 ล้านบาท เป็นพฤติการณ์ที่น่าจะเข้าข่ายความผิดอาญา เรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา และเข้าข่ายผู้มีอิทธิพล

“ อีกเรื่องคือฌาปนกิจสงเคราะห์ พฤติการณ์ให้ชาวบ้านรวมตัวกัน จ่ายเงินค่าแรกเข้า แล้วให้จ่ายเงินรายเดือน สัญญาว่าหากสมาชิกเสียชีวิต จะได้ผลประโยชน์เป็นเงิน ที่สูงเกินความเป็นจริง และมีการหาสมาชิกเพิ่มไปเรื่อยๆ เพื่อเอาเงินจากสมาชิกใหม่ มาจ่ายสมาชิกเก่า เป็นพฤติกรรมเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ ในที่สุดก็จะต้องเลิกและไม่จ่ายเงิน หรือจ่ายน้อย เป็นการฉ้อโกงประชาชน ได้แนะนำให้นำหลักฐานที่มีทั้งหมด ไปแจ้งความดำเนินคดีกับตำรวจ เพื่อพิจารณาว่าจะมีความผิดอย่างไร ”

610115-4-4

นายน้ำแท้ ฯ ตอบข้อซักถามว่า ฌาปนกิจสงเคราะห์มีปัญหามานานหลายปี เป็นการปล่อยปะละเลย ไม่มีการดำเนินการใดๆ ทำให้พฤติการณ์แบบนี้ขยายวงกว้าง เกิดความเสียหายมากขึ้น สนง.อัยการคุ้มครองสิทธิฯ จึงเห็นว่าจำเป็นต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อยุติพฤติการณ์ที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน

พ.ต.อ.ภูมิวิทย์ เวชกามา ผกก.สภ.เมืองอุดรธานี เปิดเผยว่า มีชาวบ้านมาแจ้งความมากกว่า 30 คน ส่วนแรกเรื่องกองทุนฌาปนกิจ 2 แห่ง ตร.ได้รับเรื่องร้องทุกไว้แล้ว โดยจะตั้งคณะพนักงานสอบสวนขึ้นมา เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน ถ้าพบเข้าข่ายความผิดใดก็จะแจ้งข้อหา , ส่วนที่การปล่อยเงินกู้นอกระบบ ที่แบ่งเป็น 2 ส่วนส่วนแรกคือปล่อยเงินกู้ คิดอัตราดอกเบี้ยเกินกฎหมายกำหนด ก็จะรวมรวมหลักฐานแจ้งข้อหา อีกส่วนคือการขายฝากแล้วตามหานายทุนไม่ได้ จะต้องสอบสวนว่าเข้าข่ายคดีอาญา หรือคดีแพ่งก่อน

ผช.ผบ.ตร.ยัน ตชด.ยิงตัวตายมีปัญหาส่วนตัว

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 10 มกราคม 2561 ที่ห้องประชุมอุดรดุษฎี โรงแรมเจริญโฮเต็ล จ.อุดรธานี พล.ต.ท.เดชา บุตรน้ำเพชร ผช.ผบ.ตร. เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม และมอบนโยบาย แก่กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ระหว่างวันที่ 9-12 มกราคม ระดับรองผู้กำกับการ ถึงผู้บัญชาการ 182 นาย เพื่อติดตามประเมินผลการปฏิบัติงาน เปิดโอกาสให้บุคลากรในระดับผู้บริหาร ได้ร่วมกันวางแผน พิจารณาแก้ไขปัญหา ข้อขัดข้องต่างๆ

พล.ต.ท.เดชา บุตรน้ำเพชร ผช.ผบ.ตร. กล่าวว่า รัฐบาลกำหนดให้ส่วนราชการ จัดทำแผนปฏิบัติราชการของหน่วย เพื่อติดตามประเมินผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยกำหนดตัวชี้วัดในแต่ละมิติอย่างชัดเจน สามารถวัดระดับความสำเร็จได้ ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ซึ่งทุกหน่วยในสังกัดสำนักตำรวจแห่งชาติ ได้นำนโยบายของผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยตำรวจตระเวนชายแดน ทำหน้าที่ 3 อย่าง ทั้งตำรวจ ทหาร และปกครอง เข้าพื้นที่เกิดเหตุได้เร็ว ก่อนหน่วยงานอื่น และออกมานอกพื้นที่เป็นหน่วยงานสุดท้าย

ผช.ผบ.ตร. ให้สัมภาษณ์กรณี พ.ต.ท.บรรหาร กองพิมพ์ ครูฝึกตำรวจตระเวนชายแดน ค่ายเสนีย์รณยุทธ จ.อุดรธานี ยิงตัวตายที่ห้องทำงาน เมื่อวันที่ 8 มกราคมที่ผ่านมา ว่าเกิดจากความเครียดปัญหาส่วนตัว ไม่ใช่ปัญหาจากการทำงาน ส่วนกรณี ส.ต.ท.อานนท์ บุญยก ผบ.หมู่ ตชด. 24 ค่ายเสนีย์รณยุทธ จ.อุดรธานี เมาขับรถเก๋งชนรถเก๋ง เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย พ่อ-แม่-ลูก เมื่อคืนวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา หน้าปั๊มน้ำมัน ปตท. ถนนนิตโย ต.หนองบัว อ.เมืองอุดรธานี ไม่ได้สั่งการอะไรเป็นพิเศษ ให้เป็นไปตามพนักงานสอบสวน ตามพยาน หลักฐาน ให้ดำเนินคดีไปตามกฎหมาย…

ยึดป่าสงวนจากนายทุนแจกคนจนแปลงแรก 411 ไร่

ทหาร-ป่าไม้-ปกครอง-ตำรวจ-ทส. บุกยึดที่ดินปลูกยาง-ยูคา-อ้อย 411 ไร่ ของนายทุนในป่าภูพานน้อย ต้นน้ำลำห้วยสามพาด พื้นที่ตามมติ ครม.30 มิ.ย.41 เตรียมจัดสรรแปลงรวมให้คนจนทำกิน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 10 มกราคม ที่สนามหน้าที่ว่าการอำเภอหนองแสง พล.ต.ศุภชัย ศุภเมธี รอง ผอ.รมน.อุดรธานี , นายสมบูรณ์ ธีรบัณฑิตกุล ผอ.ศูนย์ป้องกันและปราบปรามที่ 2 (ศปป.2) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กรมป่าไม้ , นายบุญเลิศ วรวงษ์ นายอำเภอหนองแสง , พ.ต.อ.วิเชียร สุนทรพินิจ ผกก.สภ.หนองแสง , ส่วนฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่อนุรักษ์ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 10 (อุดรธานี) , หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ อด.2 หนองวัวซอ . ปทส.อุดรธานี , ชป.รส.ร.13 , พร้อมกำลังทหาร ร.13 พัน 2 , ตำรวจ , อส. , ชรบ. และป่าไม้ รวมกว่า 50 นาย

ร่วมสนธิกำลังเพื่อเข้าตรวจยึด พื้นที่นายทุนบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติป่าพันดอน-ป่าปะโค บ.โนนเชียงค้ำ ม.2 ใกล้ทางขึ้นวัดป่าเทพประทาน ต.ทับกุง อ.หนองแสง ปลูกยางพารา , ยูคาลิปตัส และอ้อย รวมทั้งหมด 411-2-75 ไร่ อยู่เชิงเทือกเขาภูพานน้อย ต้นน้ำลำห้วยสามพาด หลังจากที่ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ของ ศปป.2 ได้เข้ามาตรวจสอบแนวเขตที่บุกรุก พร้อมตัดพันต้นยางและต้นยูคาลิปตัส ในพื้นที่ไปแล้วบางส่วน หลังจากนั้นทำการปิดป้ายประกาศ ยึดคืนผืนป่าแปลงดังกล่าว เพื่อเตรียมดำเนินการตามขั้นตอนตามกฎหมาย ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี

พล.ต.ศุภชัย ศุภเมธี รอง ผอ.รมน.อุดรธานี เปิดเผยว่า การสนธิกำลังเข้าตรวจยึดผืนป่าสงวนฯ ตามมาตรา 25 ที่ส่วนใหญ่ถูกนายทุกนอกพื้นที่บุกรุก เข้ามาปลูกยางพารา ยูคาลิปตัส และอื่นๆ หลังจากยึดคืนจะให้ราษฎรที่ยากจนในพื้นที่ เข้าทำกินตามนโยบายของรัฐบาล ที่จะจัดสรรให้ในลักษณะเป็นที่ดินส่วนรวม ไม่ได้มอบให้ผู้หนึ่งผู้ใด ซึ่งการปฏิบัติงานได้ผลเป็นที่น่าพอใจ เมื่อดำเนินคดีกับทางนายทุนแล้ว หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และ อ.หนองแสง จะเข้ามาฟื้นฟูพื้นที่ ก่อนให้ราษฎรที่ยากจน เข้ามาร่วมทำกินใช้ประโยชน์ในพื้นที่ต่อไป

รุกป่า1

นายสมบูรณ์ ธีรบัณฑิตกุล ผอ. ศปป.2 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กรมป่าไม้ เปิดเผยว่า พื้นที่บริเวณนี้ถูกนายทุนนอกพื้นที่ เข้ามาบุกรุกทำลายปลูกยางพารา และยูคาลิปตัส ศปป.2 ได้รับนโยบายจากรัฐบาล ติดตามทวงคืนผืนป่าจากกลุ่มนายทุน มาจัดสรรให้ราษฎรที่ยากจนมีที่ดินทำกิน ตามโครงการนำร่องนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่ให้คณะกรรมการที่ดินแห่งชาติ หรือ คทช. เข้ามาจัดที่ทำกินให้กับราษฎรยากจน โดยดำเนินการไปแล้ว 2 จังหวัด คือ เชียงใหม่ และ น่าน โดยทำในรูปแบบแปลงรวม เวลาผ่านไปจะได้ไม่ตกเป็นของนายทุน

ผอ.ศูนย์ป้องกันและปราบปรามที่ 2 (ศปป.2) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวอีกว่า พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติของอุดรธานี ที่ถูกบุกรุกทั้งจากนายทุนและราษฎร มากเป็นอันดับ 2 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รองจาก เลย รวมแล้วหลายหมื่นไร่ วันนี้ ศปป.2 เข้ามายึดคืนผืนป่าเป็นการนำร่องแห่งแรก ร่วมกับทาง กอ.รมน.อุดรธานี ซึ่งหลังจากนี้เราจะรวบรวมหลักฐานการเข้าบุกรุกป่า เพื่อแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.หนองแสง ในการติดตามหาตัวนายทุนที่เข้ามาบุกรุกกระทำความผิด เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวรายงวานด้วยว่า พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าพันดอน-ปะโค บริเวณที่ตรวจยืดจากนายทุนแปลงนี้ เป็นพื้นที่ป่าสงวนที่ถูกกันจากเขตปฏิรูป มีราษฎรอ้างสิทธิในการเข้าทำกิน 36 ราย และได้รับสิทธิอยู่ในพื้นที่ตามมติ ครม.30 มิ.ย.41 ระหว่างรอการสอบสวนสิทธิ โดยห้ามไม่ให้เปลี่ยนมือ-บุกรุกป่าเพิ่มเติม ขณะที่กำลังตรวจสอบให้สิทธิทำกิน หรือ สทก. ซึ่งก่อนหน้านี้ในปี 60 ยึดพื้นที่ใกล้เคียงลักษณะเดียวกัน 2 แปลง รวม 27-1-103 ไร่….

This slideshow requires JavaScript.

ตร.ลุยหาหลักฐานเอง เด็กสาว16ยังไม่แจ้งความอดีต ผอ.

ตำรวจไม่รอให้เด็กสาว 16 แจ้งความเอาผิด อดีต ผอ.ส่งจดหมาย “ต้องการเงินโทรหาเบอร์….” แล้วขอซื้อบริการ ส่งตำรวจเก็บข้อมูลหาทางเอาผิด ขณะพ่อแม่เด็กบอกอย่างไปยุ่งกันเขา อาจจะไม่มีการแจ้งคงวาม

เมื่อวันที่ 9 มกราคม ผู้สื่อข่าวเข้าพบ พ.ต.อ.จักรภพ สุคนธราช รอง ผบก.ภ.จว.อุดรธานี สอบถามข่าว “อดีต ผอ.” แจกเศษกระดาษที่เขียนข้อความด้วยลายมือ “สนใจต้องการเงินใช้ โทร 084-xxxxxxx” ให้กับเด็กสาวในเขต อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี เพื่อขอซื้อบริการ เมื่อเด็กสาววัย 16 ปีไม่เล่นด้วย ส่งข้อความข่มขู่จะส่งคนไปสั่งสอน ทำให้เด็กกลัวโพสข้อความ เตือนเด็กสาวในพื้นที่ลงเพจ “แหม่นโพธิ์ดำ” ทำให้ปิดเครื่องไม่รับโทรศัพท์ และลูกสาวออกมาขอโทษ บอกว่าพ่อมีปัญหาทางจิต

พ.ต.อ.จักรภพ สุคนธราช รอง ผบก.ภ.จว.อุดรธานี เปิดเผยว่า คงต้องเริ่มจากการที่มีผู้เสียหายเข้ามาร้องทุกข์กับทางตำรวจก่อน เพื่อตำรวจจะได้สืบสวนสอบสวนว่า เหตุเกิดอย่างไร มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และคนทำมีความผิดอะไรแค่ไหน เพื่อที่จะดำเนินการสอบสวนว่า จะมีความผิดเข้าตามกฎหมายข้อใด ทั้งนี้ได้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปพื้นที่หาข้อมูลเบื้องต้นแล้ว เพื่อรอให้เด็กเข้ามาแจ้งความ

ทั้งนี้หากเด็กไม่เข้าแจ้งความ ทางตำรวจจะดูว่า หลังได้ข้อมูลจะดูข้อเท็จจริง ว่าการกระทำของเขาต้องมีผู้เสียหายหรือไม่ หากไม่มีผู้เสียหาย ตำรวจเราก็จะเข้าไปดำเนินการได้เลย แต่อย่างน้อยเราต้องรู้ว่า ข้อเท็จจริงทางคดีเป็นอย่างไร มีความผิดที่มีการกระทำอย่างไรเกิดขึ้นบ้าง จะได้เริ่มการสอบสวน ซึ่งทางตำรวจกำลังดำเนินการ โดยทาง สภ.กุมภวาปี มีการออกทำงานไปแล้วบางส่วน เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นมีผู้ใหญ่และประชาชนให้ความสนใจมาก

ผู้สื่อข่าวโทรศัพท์สอบถาม น.ส.เอ นามสมมุติ อายุ 16 ปี เด็กสาวที่โพสข้อความ สอบถามการจะเข้าแจ้งความกับตำรวจหรือไม่ ได้รับตำตอบว่า เมื่อวานก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจากทางจังหวัดมาหา สอบถามเรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งก็ตอบไปตามความจริง แต่ทางตำรวจก็ไม่ได้ว่าอะไรอีก โดยเรื่องที่เกิดขึ้นได้บอกให้พ่อแม่ทราบ แล้ว ซึ่งทางพ่อแม่ไม่ได้ว่าอะไร บอกเพียงว่า “อย่าไปยุ่งกับเขา” อาจจะไม่มีการแจ้งความ…….

01020103

ประกวดข้าวอุดรธานีฟ้องคุณภาพต่ำน่าห่วง

การปลูกข้าวแบบเน้นปริมาณ ทำให้ข้าวหอมมะลิ-ข้าวเหนียวเมล็ดยาว ที่คัดมาเพื่อเข้าประกวด คุณภาพต่ำน่าเป็นห่วง ทั้งหอมมะลิไม่ถึงเกณฑ์ประกวดระดับประเทศ เหนียวเมล็ดยาว 43 ตัวอย่าง ผ่านเกณฑ์เพียง 11 ตัวอย่าง

 

เมื่อวันที่ 9 มกราคม ที่สำนักงานพาณิชย์ จ.อุดรธานี นายสิธิชัย จินดาหลวง รองผู้ว่าราชการ จ.อุดรธานี เป็นประธานคณะกรรมการตัดสินการประกวดข้าวหอมมะลิ และข้าวเหนียวเมล็ดยาว จ.อุดรธานี ประจำปีเพาะปลูก 60-61 โดยนายประเสริฐ ฝ่ายชาวนา พาณิชย์ จ.อุดรธานี นำคณะกรรมการจาก สนง.เกษตรจังหวัด , ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว และตัวแทนจากโรงสีข้าว ซึ่งผลการตัดสินปรากฏว่า

0201

ข้าวหอมมะลิ ประเภทเกษตรกรรายบุคคล อันดับ 1 นายภิญโญ ฝ้ายสีงาม ม.4 ต.เชียงเพ็ง อ.กุดจับ , อันดับ 2 นางม้วย กุญชรน้อยม.13 ต.เชียงเพ็ง อ.กุดจับ , อันดับ 3 นางพวงเพชร วงษ์เชียงเพ็ง ม.2 ต.เชียงเพ็ง อ.กุดจับ และชมเชย นายประไพ คำวิไลม.5 ต.หนองไผ่ อ.เมือง

ข้าวหอมมะลิ ประเภทกลุ่มเกษตรกร อันดับ 1 ไม่มี , อันดับ 2 ศูนย์ข้าวชุมชน ต.กุดจับ ม.4 ต.กุดจับ อ.กุดจับ , อันดับ 3 ศูนย์ข้าวชุมชนตำบลเสอเพลอ ม.19 ต.เสอเพลอ อ.กุมภวาปี

ข้าวเหนียวเมล็ดยาว ประเภทเกษตรกรรายบุคคล อันดับ 1 นางบุญหลาย สัตธรรม ม.11 ต.หนองอ้อ อ.หนองวัวซอ , อันดับ 2 นายเสถียร คำแสนโคตร ม.14 ต.นาม่วง อ.ประจักษ์ศิลปาคม , อันดับ 3 นางมะลิวัลย์ เพียงสามารถ ม.11 ต.หนองอ้อ อ.หนองวัวซอ และชมเชย นางทองคูณ หาญณรงค์ ม.5 ต.ค้อใหญ่ อ.กู่แก้ว , นายแสงเลิศกงซุย ม.2 ต.โพนสูง อ.ไชยวาน , นางแสงจันทร์ พรมแสงใส ม.1 ต.ดอนกลอย อ.พิบูลย์รักษ์

สำหรับการตัดสินในครั้งนี้ ใช้การตรวจสอบพันธุ์-สิ่งเจือปนด้วยสายตา , การตรวจสอบด้วยการสีหาเปอร์เซ็นต์ข้าวสาร และการตรวจสอบด้วยการต้ม (นำมาใช้ปีแรก) ผลการตรวจสอบพบว่าคุณภาพข้าว ของเกษตรกรอุดรธานีต่ำมาก ทั้งที่เป็นข้าวคัดมาประกวด โดยข้าวหอมมะลิรายบุคคล 23 ตัวอย่าง ถูกคัดออกด้วยสายตา 9 ตัวอย่าง ขณะน้ำหนักต้นข้าวสูงสุดเพียง 45 เปอร์เซ็นต์ หรือหอมมะลิกลุ่ม 4 ตัวอย่าง ถูกคัดออกด้วยสายตา 2 ตัวอย่าง น้ำหนักต้นข้าวก็ต่ำเช่นกัน

0203

ส่วนข้าวเหนียวเมล็ดยาว ที่หมายถึงข้าวเหนียว กข.6 หรือข้าวเหนียวหอมอุดรธานี ส่งเข้าประกวด 43 ตัวอย่าง ถูกคัดออกด้วยสายตา 6 ตัวอย่าง ขณะน้ำหนักต้นข้าว 25-57 กรัม และที่น่าตกใจการการตรวจสอบถ้วยการต้ม 14.5 นาที พบว่ามีข้าวเหนียวเมล็ดยาวผ่านเกณฑ์สูงกว่า 80 เปอร์เซ็นต์เพียง 11 ตัวอย่างเท่านั้น หรือเท่ากับว่า มีข้าวเหนียวเมล็ดยาวหรือ กข.6 เพียง 11 ตัวอย่าง ที่เหลือเป็นข้าวสายพันธ์อื่น ที่มีลักษณะเมล็ดคล้าย กข.6

นายสิธิชัย จินดาหลวง รองผู้ว่าราชการ จ.อุดรธานี เปิดเผยว่า การประกวดข้าวในระดับจังหวัด ก็หวังว่าจะส่งไปประกวดระดับประเทศ หากได้รางวัลก็จะมีชื่อเสียง ตลอดก็จะสนใจซื้อข้าวจากอุดรธานี แต่ผลการตรวจคุณภาพข้าวปีนี้พบว่าต่ำมาก ต่ำกว่าเกณฑ์ที่จะส่งไปประกวด มีความเป็นห่วงว่าจะมีปัญหามากขึ้น เพราะที่ผ่านมาเรามุ่งแต่เรื่องปริมาณ ต่อไปเราจะต้องให้ความสนใจคุณภาพมากขึ้น โดยจะตรวจสอบเรื่องเดิมในปีที่แล้ว กรณีพันธุ์ข้าวที่หน้าตาเหมือน กข.6 แต่คุณภาพต่ำกว่า ว่าดำเนินการไปถึงไหนแล้ว….

นร.แฉอดีต ผอ.ตัณหากลับแจกเบอร์ขอซื้อบริการ

นร.มัธยมสาว 16 ปี แฉผ่านเพจแหม่มโพธิ์ดำ เฒ่าตันหากลับแจกเบอร์โทรล่อเหยื่อให้เงินเด็ก โทรไปกลับขอซื้อบริการไม่ยอมขู่ทำร้าย เปิดปากกับนักข่าวแฉซ้ำ แนะนำตัวเป็น สท. ความจริงเป็นอดีต ผอ.โรงเรียน ลูกสาวมาแจงพ่อมีปัญหาทางจิต

เมื่อวันที่ 8 มกราคม น.ส.เอ นามสมมุติ อายุ 16 ปี นักเรียนมัธยมในพื้นที่ อ.กุมภวาปี กับเพื่อนนักเรียนหญิง 2 คน ร่วมเปิดเผยกับผู้สื่อข่าว หลังโพสข้อความ ลงในเพจแหม่มโพธิ์ดำ ระบุว่า “#สท ขอซื้อบริการเด็ก #พอเด็กไม่ขาย #ขู่ทำร้าย สวัสดีค่ะ เตือนภัยสาวๆ อ.กุมภวาปี มีคนสูงอายุยื่นกระดาษเล็กๆให้ ในกระดาษเขียนว่าสนใจทำงานติดต่อมาที่นี่ หลังติดต่อไปก็ขอซื้อบริการ อยากให้รู้ว่าศักดิ์ศรีไม่ได้มีไว้ขาย และซื้อบริการกับเยาวชนไม่ผิดเหรอ พอปฏิเสธไปลุงขู่ทำร้ายอีกค่ะ ควีน เด็กเป็นเหยื่อหลายคนเลย ” โดยมีผู้มาแสดงความคิดเห็น และให้ข้อมูลเพิ่มเติมจำนวนมาก

น.ส.เอฯ และเพื่อนักเรียนหญิงอีก 2 คน ร่วมกันให้ข้อมูลและนำไปดูจุดที่พบผู้สูงอายุ ที่ศาลเจ้าปู่-ย่า ริมน้ำปาว , ถนนเลียบลำน้ำปาว ในเขตเทศบาลตำบลกุมภวาปี โดยมีการอ้างตัวว่าเป็นสมาชิกสภาเทศบาล (สท.) แต่จากการตรวจสอบกันเอง พบว่าเป็นอดีตผู้อำนวยการโรงเรียน ที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว ที่ผ่านมาได้บอกให้ผู้ปกครองรู้ ท่านให้หลีกเลี่ยงไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยว และยังปรึกษากันว่าน่าจะไปแจ้งความ แต่ยังไม่พร้อมจะไปแจ้ง อาจจะไปพบตำรวจเร็วๆนี้

s004ฟ

น.ส.เอฯ และเพื่อนๆ เล่าว่า ทั้งสามคนได้กระดาษเขียนข้อความ “สนใจต้องการเงินใช้ โทร 084-xxxxxxx” จากผู้สูงอายุคนเดียวกัน โดย น.ส.เอฯ รับมา 3 ครั้งๆแรกที่ร้านขายเครื่องสำอางในตลาด ครั้งที่สอง ในปั้ม ปตท.กุมภวาปี และครั้งที่สามถนนเลียบลำน้ำปาว ขณะที่เพื่อนอีก 2 คน พบกับชายคนนี้เพียงคนละ 1 ครั้ง แต่ก็ไม่มีใครโทรฯกลับไป เชื่อว่าจะต้องมีเด็กผู้หญิงตกเป็นเหยื่อ

“ โดยครั้งที่สามเขาขับรถกระบะมาตามถนน เปิดกระจกรถเรียกให้เข้าไปหา ถามชื่อ อายุ เรียนที่ไหน มีแฟนไหม แล้วก็ขอเบอร์โทรฯ เมื่อไม่ให้ก็ข่มขู่จึงต้องยอมให้หลังจากนั้นก็ไลน์มาคุยด้วย ข้อความมีแต่ถามเรื่องที่ไม่สามารถพูดได้ ซึ่งตนก็ตอบไปว่า ไม่ได้ทำอย่างที่คิด ส่วนที่ว่าเขาโพสข้อความมีการข่มขู่ จึงไปหาตามเฟสบุ๊คก็พบ ได้แชตไปถามว่าเบอร์ที่ให้มาใช้เบอร์เขาไหม ทำแบบนี้ได้อย่างไร ด้วยอารมณ์โกรธเลยพูดไม่ดีกับเขาไป เขาก็เลยมาว่าเป็นเด็กก้าวร้าว จะเอาคนมาสั่งสอน ทำให้เกิดความกลัวขึ้นมา ”

น.ส.เอฯ และเพื่อนๆ เล่าว่า ช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ไม่รู้ด้วยว่าชายคนนี้เป็นใคร เขียนมาบอกว่าเป็น สท.ทำให้ยิ่งเกิดความกลัวมากขึ้น แต่พอเรามาเช็คดูจากเพจเขา และมีคนให้ข้อมูลในเพจ ทราบว่าเขาเป็นอดีต ผอ.โรงเรียนแห่งหนึ่งที่เกษียณไปแล้ว เคยมีคนลองโทรไปเขาก็บอกจะให้เงิน 1,000-1,500 บาท หรือไม่ก็บอกจะรับเลี้ยงดู กำลังจะนัดชวนคนที่ถูกลักษณะนี้ ไปกินข้าวเล่าเรื่องที่เจอมาให้กันฟัง ล่าสุด รับการติดต่อจากลูกสาวเขา เขาบอกขอโทษแทนพ่อเขาด้วย เพราะพ่อเขามีอาการทางจิต

ผู้สื่อข่าวติดต่อไปยังหมายเลขโทรศัพท์ตามที่ น.ส.เอฯ ได้รับเศษกระดาษมา เพื่อขอนัดสัมภาษณ์ข้อเท็จจริงจากเรื่องที่เกิดขึ้น แต่โทรศัพท์ถูกปิดเครื่องไว้ ไม่สามารถติดต่อได้…

นทท.1.6แสนลงเรือชมทะเลบัวแดงช่วงปีใหม่

นักท่องเที่ยวล่องเรือชม “ความงานมหัศจรรย์ ทะเลบัวแดง” ไม่ขาดสายจนทะลุ 1.6 แสนคน ชาวเรือรับตรง 7.8 ล้านบาท ปธ.หอการค้าอุดรฯ ระบุเป็นตัวอย่างท่องเที่ยวโดยชุมชน ภาคเอกชนอุดรฯจับมือจังหวัด ผลักดันเพิ่มศักยภาพในพื้นที่อื่น

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก “ทะเลบัวแดง” หนองหานกุมภวาปี จ.อุดรธานี ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่ 2561 ซึ่งเป็นปีที่ “ดอกบัวแดง” เกิดเป็นผืนใหญ่สวยงาม มากกว่าหลายปีที่ผ่านมา ขณะที่ “ท่าเรือท่องเที่ยว” รอบพื้นที่กว่า 25,000 ไร่ รวม 6 ท่าเรือ คือ บ้านเดียม-บ้านดอนคง-บ้านคอนสาย-บ้านแชแล-บ้านโนนน้ำย้อย-บ้านเชียงแหว นำเรือเล็ก-ใหญ่ ออกให้บริการเที่ยวละ 300-500 บาท จากเรือทั้งหมด 367 ลำ ทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมา ในทุกท่าเรือมากกว่าปีที่ผ่านมา
3
เริ่มจากท่าเรือบ้านเดียม ต.เชียงแหว อ.กุมภวาปี เก็บสถิติจากนักท่องเที่ยว ลงเรือล่องชมทะเลบัแดง เริ่มตั้งแต่พิธีบวงสรวง วันที่ 25 พฤศจิกายน – 30 พฤศจิกายน มีผู้ลงเรือชมทะเลบัวแดง 691 เที่ยว 5,528 คน โดยท่าเรืออื่นยังไม่เปิดบริการ , ตั้งแต่ 1 ธันวาคม – 31 ธันวาคม ทุกท่าเรือให้บริการรวม 12,830 เที่ยว จำนวน 102,851 คน โดยท่าเรือบ้านเดียมมีการลงเรืองสูงสุด 8,555 เที่ยว 86,440 คน มีรายได้กระจายไปหลายครัวเรือน

สำหรับช่วงส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่ 31 ธันวาคม – 2 มกราคม “ท่าเรือบ้านเดียม” ยังคงได้รับความสนใจ มีนักท่องเทียวเดินทางมาลงเรือ ชมความงามมหัศจรรย์ของทะเลบัวแดง 2,178 เที่ยว 17,424 คน ขณะทุกท่าเรือ 6,453 เที่ยว 55,565 คน โดยในภาพรวมตั้งแต่เรื่องฤดูท่องเที่ยว จนมาถึงช่วงเทศกาลปีใหม่ วิสาหกิจชุมชุนเรือท่องเที่ยวชมทะเลบัวแดง ออกเรือรับนักท่องเที่ยว 19,974 เที่ยว 163,944 คน มีรายได้เฉพาะค่าเรือกว่า 7.8 ล้านบาท

นายไพรสิทธิ์ สุขรมย์ ประธานวิสาหกิจเรือบ้านเดียม เปิดเผยว่า ปีนี้ธรรมชาติทำให้ “บัวแดง” เกิดและบานเป็นผืนใหญ่ ต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นฤดู ลักษณะเป็นกลุ่มแปลงใหญ่ จนถึงขณะนี้แต่ละกลุ่มบานเต็มพื้นที่ มีตั้งแต่กลุ่มบานกอละ 7-8 ดอก มาเหลือบานกอละ 2-3 ดอก มั่นใจว่าดอกบัวแดงผืนใหญ่ จะบานต่อเนื่องไปจนถึงเดือนมีนาคม โดยในช่วงนั้นนักท่องเที่ยว จะต้องมาตั้งแต่เช้าชมพระอาทิตย์ขึ้น และลงเรือไปชมดอกบัวแดง หากอากาศร้อนดอกบัวจะ “หุบ” โดยมีเวลาชมบัวแดงได้วันละ 3-4 ชม.เท่านั้น

นายธนัชชัย สามเสน ปรานหอการค้า จ.อุดรธานี เปิดเผยว่า การลงเรือชมทะเลบัวแดง ในหนองหานกุมภวาปี ถือเป็นตัวอย่าง “การท่องเที่ยวโดยชุมชน” ทำให้ชาวบ้านมีรายได้โดยตรง หอการค้าและภาคเอกชนอุดรฯ ช่วยกันสนับสนุนตั้งแต่เริ่ม ขณะที่การท่องเที่ยวโดยชุมชน ที่เริ่มเข้มแข็งแล้วก็จะมี “ลองแพอ่างน้ำพาน” อ.สร้างคอม , “ล่องแก่งชมเขา กินข้าวป่า บ้านคีรีวงกต” อ.นายูง ขณะที่หอการค้าฯกำลังเข้าไปช่วยคือ “วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวสะพานหิน-บ้านท่าลี่” อ.กุมภวาปี

2

“ อุดรธานีได้ตอบรับข้อเสนอภาคเอกชนอุดรฯ ในการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชน จัดให้มีการประชุมครั้งใหญ่ของการท่องเที่ยวชุมชน ที่มีอยู่ประสบความสำเร็จแล้ว , ที่มีอยู่กำลังเติบโต , ที่มีอยู่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ และอยากจัดการท่องเที่ยวชุมชนใหม่ เพื่อทำความเข้าใจแนวทางที่ถูกต้อง การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ จากการท่องเที่ยวชุมชนที่เข้มแข็ง ตลอดจนการรับฟังความคิดเห็นจากชุมชน เพื่อให้เกิดความเข้มแข็ง สร้างรายได้ให้กับชุมชนตนเอง ซึ่งจะเป็นรายได้ตรงถึงชุมชนนั้นๆ ”….

ไอ้โม่งควงซาปาต้าจี้เสมียนปั๊มบางจากหนองไผ่

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 23 เมษายน พ.ต.อ.วิธ มุทธสินธุ์ ผกก.สส.ภ.จ.อุดรธานี พ.ต.ท.วีระพล มูลบัวลา สว.สส.สภ.โนนสูง อ.เมือง อุดรธานี ตรวจสอบกล้องวงจรปิด ภายในปั๊มปั๊มน้ำมันบางจาก หจก.สยามแอลพีจี เลขที่ 55 ม.3 บ.หนองบัวเงิน ถ.มิตรภาพ อุดร-ขอนแก่น ต.หนองไผ่ หลังเมื่อคืนที่ผ่านมา เกิดเหตุคนร้ายเป็นชาย รูปร่างผอมสูง สวมโม่งสีดำ เสื้อคลุมลายพรางแขนยาว กางเกงยีนส์ขายาว รองเท้าผ้าใบสีดำ ใช้มีดซาปาต้าบุกเดี่ยว จี้ชิงทรัพย์จากนายอำนาจ หรืออั้ม วิเศษศรี อายุ 38 ปี เสมียนปั้มน้ำมันไป 13,000 บาท และได้รับบาดเจ็บเอ็นนิ้วมือด้ายซ้ายขาด 3 นิ้ว

นายเปรม ภักดีประยูรวงศ์ อายุ 47 ปี เจ้าของปั๊ม นำตรวจสอบกล้องวงจรปิด 12 ตัว ระบุ เวลา 02.36 น. พบคนร้ายเป็นชายอายุประมาณ 30-35 ปี รูปร่างผอมสูง สวมโม่งสีดำปิดบังใบหน้า เดินเข้ามาภายในปั๊มน้ำมัน ตรงเข้าหาเสมียนปั๊มน้ำมันที่นั่งหลับอยู่บนโต๊ะ ภายในตู้เก็บเงินระหว่างหัวจ่ายน้ำมัน โดยมี นายพรพิพัฒน์ เพีงเกษ อายุ 21ปี ชาว ต.หนองไผ่ เด็กปั๊มน้ำมันอีก 1 คน นอนหลับอยู่บนฟุตบาทหัวจ่ายน้ำมัน คนร้ายใช้มีดจี้บังคับ แต่เสมียนต่อสู้ขัดขืน ทำให้ได้รับบาดเจ็บ เมื่อได้ทรัพย์สินได้วิ่งออกจากปั๊มอย่างรวดเร็ว และหายไปในความมืด

พ.ต.อ.วิธ มุทธสินธุ์ ผกก.สส.ภ.จ.อุดรธานี เปิดเผยว่า คาดว่าคนร้ายที่ลงมือก่อเหตุตามลำพัง ใช้ยานพาหนะเป็นรถจักรยานยนต์ หลังพบร่องรอยคนร้ายนั่งสังเกตการณ์อยู่ข้างกำแพงทางเข้าปั๊มน้ำมันเป็นเวลานาน ทำให้พงหญ้าข้างกำแพงเป็นรอยคนนั่ง เพื่อหาจังหวะพนักงานในปั๊มง่วงและหลับก่อนลงมือก่อเหตุ และยังพบบุหรี่ยาเส้นตกอยู่อยู่บนพงหญ้า อีกจำนวน 2 ห่อ คาดเป็นของคนร้าย จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

” เชื่อว่าคนร้ายวิ่งไปขี่รถจักรยานยนต์ที่ จอดซุกไว้ข้างทางหลบหนีหลังก่อเหตุ ตำหนิรูปพรรณคนร้ายในกล้องวงจรปิด เชื่อว่าคนร้ายรายนี้เคยก่อเหตุเช่นนี้มาแล้ว เมื่อปี 2555 และถูกตำรวจจับกุมตัวดำเนินคดีไปแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการตรวจสอบ ว่าพ้นโทษออกมาแล้วหรือไม่ อย่างไรก็ตามทางตำรวจจะเร่งติดตามตัวคนร้ายรายนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้โดยเร็ว “

ตร.อุดรฯงามหน้า ลูกหนี้ดอกโหดร้องรีดค่าเร่งคดี

ชาวบ้านเหยื่อนายทุนดอกโหด โวยถูกตำรวจเมืองอุดรธานีรีดซ้ำ หลังนายทุนยอมไกล่เกลี่ย ผู้กำกับรับเรืองตั้งกรรมการสอบ

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 23 เมษายน ที่ศาลากลางจังหวัดอุดรธานี นางสร้อยแสงจันทร์ เผ่าผลงาม ในนามองค์การตรวจสอบอำนาจรัฐ (อตร.) พร้อมตัวแทนชาวบ้าน 7 อำเภอ อ.เมือง , หนองหาน , กุมภวาปี , เพ็ญ , กุดจับ , ประจักษ์ศิลปาคม และบ้านผือ จ.อุดรธานี ได้เข้ายื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ขอบุคลากรปฏิบัติงานศูนย์ดำรงธรรม จ.อุดรธานี เนื่องจากก่อนหน้านี้ กลุ่มชาวบ้านเดือดร้อนหนี้นอกระบบ มาร้องเรียนจนได้รับการตรวจสอบ-ไกล่เกลี่ย-แจ้งจับ แต่เจ้าหน้าที่ประสานงานถูกส่งกลับต้นสังกัด จึงขอให้มาทำหน้าที่เดิมไม่อยากเริ่มต้นใหม่ โดยมีเจษฎา ปานะถึก ผอ.กลุ่มงานศูนย์ดำรงธรรม จ.อุดรธานี เป็นตัวแทนรับเรื่องฯ และรับมอบกระเช้าดอกไม้

นางสร้อยแสงจันทร์ เผ่าผลงาม เปิดเผยว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเช่นพื้น อ.หนองหาน ตัวนายทุนยังออกเก็บเงินดอกตามปกติ ด้านตำรวจ สภ.หนองหาน ก็ยังไม่ได้สรุปสำนวนส่งอัยการ ยังอยู่เฉยๆอยู่ แล้วชาวบ้านจะอยู่ได้อย่างไร เราเดือดร้อนอยากได้ที่ดินคืน เราพร้อมที่จะไถ่คืนอยู่แล้ว แต่ต้องไม่ใช่ดอกมากเกินไป สำหรับ อ.เมือง บางส่วนก็ได้เงิน ได้ที่ดินคืนไปแล้ว พอมีการย้ายเจ้าหน้าที่ของศูนย์ดำรงธรรม จ.อุดรธานี กลับไปยัง กศน. จ.อุดรธานี ต้นสังกัดเดิม ชาวบ้านจึงอยากให้มาดูแลต่อเนื่อง

นายมี อายุ 68 ปี ชาว ต.หนองไผ่ อ.เมือง จ.อุดรธานี หนึ่งในผู้เดือดร้อน เปิดเผยว่า เป็นหนี้กับนายทุนใน อ.เมืองอุดรธานี ได้รับการไกล่เกลี่ยจนได้ที่ดินคืน วันนี้เดินทางมากับกลุ่มชาวบ้าน ต้องการให้คนทำงานเดิมมาสานต่อ ชาวบ้านที่เดือดร้อนจะได้รับช่วยเหลือต่อเนื่อง อีกทั้งเป็นห่วงชาวบ้านจะเดือดร้อน จากพนักงานสอบสวนยศ ร.ต.อ.เรียกรับเงิน อ้างว่าเป็นค่าทีมงานดำเนินการ เหมือนกันตนที่จ่ายไปถึง 2 หมื่นบาท

“ ตำรวจขอค่าดูแล 2 หมื่นห้าพัน ผมบอกว่าจะหาจากไหนมันเยอะ โดยเคยตั้งใจจะให้สินน้ำใจ 4 – 5 พัน เมื่อลูกชายและหลานสาวมาคุย มีการโต้เถียงกันอยู่ซักพัก หลานสาวทักว่ามันไม่ผิดกฎหมายหรือ ตำรวจก็บอกว่าไม่ผิดเป็นน้ำใจ ถ้าตำรวจไม่ทำงานให้จะได้เงินได้ที่ดินคืนมั้ย พอคุยไปคุยมาจึงจ่ายเงินไป 2 หมื่น เพราะอยากกลับบ้านเหนื่อยมาทั้งวัน ก่อนกลับตำรวจย้ำว่าอย่าไปพูดต่อนะ ระหว่างเดินทางกลับบ้านก็โทรมาย้ำอีก 3 ครั้ง วันนี้รู้ว่าผู้เดือดร้อนรายอื่น ก็ถูกเรียกรับเงินเหมือนกัน จึงขอพูดบ้างเพื่อหยุดการกระทำนี้ ”

ต่อมาเวลา 17.00 น. วันเดียวกัน นายมี และนางดวง อายุ 57 ปี ลูกหนี้ดอกโหดชาวอุดรธานี เดินทางไป สภ.เมืองอุดรธานี เพื่อไปพบกับ พ.ต.อ.ภูมิวิทย์ เวชกามา ผกก.สภ.เมืองอุดรธานี ในห้องทำงานเพื่อแจ้งความร้องทุกข์ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาขอ ไม่ให้ผู้สื่อข่าวเข้าบันทึกภาพ และร่วมรับฟัง แต่ในที่สุดผู้กำกับอนุญาต โดยใช้เวลาราว 1 ชั่วโมง

ผู้เดือดร้อนทั้งสอง ร่วมเปิดเผยว่า นายทุนยึดที่ดินที่ขายฝากไว้ ได้รับการแก้ไขจากศูนย์ดำรงธรรม และอัยการ จ.อุดรธานี มีการไกล่เกลี่ยทางแพ่ง มีพนักงานสอบสวน สภ.เมืองอุดรธานีดูแลคดี มีการตกลงคืนเงินดอกเบี้ยที่จ่ายเกิน และโอนที่ดินคืน มีหลักฐานเป็นเอกสารการทำธุรกรรมจาก สนง.ที่ดินชัดเจน หลังจากนายทุนกลับไป ตำรวจก็เข้ามาพูดขอเงินเป็นค่าดำเนินการคดี อ้างว่าเป็นค่าดูแลทีมงาน นายมีฯ ตกลงจ่าย 2 หมื่นบาท นางดวงฯ ตกลงจ่าย 1 หมื่น ซึ่งตอนแรกก็คิดจะให้เป็นสินน้ำใจบ้าง แต่ไม่ได้คิดว่าจะถูกเรียกเยอะขนาดนี้

พ.ต.อ.ภูมิวิทย์ เวชกามา ผกก.สภ.เมืองอุดรธานี เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.นิวัตร กุลศรี สว.สส.สภ.เมืองอุดรธานี สอบปากคำผู้เสียหายอย่างละเอียด ถ้าเป็นจริงอย่างที่ว่า เราต้องดำเนินการตรงไปตรงมา เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม โดยเฉพาะตัวของประชาชนเอง เค้าเดือดร้อนแล้วจึงมาพึ่งตำรวจ หากตำรวจทำเรื่องแบบนี้ ทางผู้บังคับบัญชาก็ไม่สบายใจ จึงให้ตนมารับเรื่อง ซึ่งจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริง ส่วนเรื่องทางคดีได้มอบให้ทาง พ.ต.ท.ณภัทร จูมวันทา รอง ผกก.สส. ภ.จว.อุดรธานี เข้ามารับผิดชอบแทน ไม่ต้องเป็นเรื่องนี้ผมจะให้ความเป็นธรรมเอง

ผอ.รพ.อุดรแค่เตือน1669วางสายทิ้งคนป่วย

ศูนย์สั่งการกู้ชีพอุดรธานี 1669 วางสายปฏิเสธส่งรถช่วยคนป่วย ถูกวิจารณ์ในโลกออนไลน์หนัก ผอ.รพ.ศูนย์ฯ น้อมรับเข้าใจทั้งสองฝ่ายปะทะ ว่ากล่าวตัดเตือนคนวางสายทิ้ง ยังใจดีให้ปฏิบัติงานต่อที่เดิม ส่วนคนโพสต์เตรียมเข้าพบ ผอ. ขณะหมอใหญ่เขต 8 แนะปรับเข้าหาประชาชน

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.อุดรธานี มาเมื่อวันที่ 23 เมษายน ว่าในเพจ “ อุดร มีด่าน มีข่าว มีหมอลำ งานบุญ มีเหตุการณ์ต่างๆ บอกด้วย” ผู้ใช้ชื่อว่า Panwisa Pansiw คลิปเสียงการสนทนาทางโทรศัพท์ ระหว่างผู้หญิงที่ระบุว่าโทรไป 1669 (ศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการการแพทย์ฉุกเฉิน จ.อุดรธานี หรือศูนย์กู้ชีพอุดรธานี) และได้คุยกับเจ้าหน้าที่ผู้หญิง เมื่อเวลา 22.15 น. วันที่ 21 เมษายน 2561 โดยมีการถามตอบเรื่องอาการและสถานที่ ก่อนจนลงด้วยประโยคว่า “น้องเอาคนป่วยมาเองนะ” แล้ววางสายทิ้ง โดยมีผู้แสดงความคิดเห็นการทำหน้าที่ของ 1669 ที่รับโทรศัพท์ในทางลบ

ข้อความระบุว่า ขอพื้นที่แชร์ประสบการณ์นะคะ #โปรดฟังให้จบคลิปนะคะ เรื่องมีอยู่ว่าเพื่อนร่วมงานแม่เราไม่สบายแม่เราโทร1669ไม่เป็นเลยโทรหาเราให้เราโทรให้คนป่วยก็โทรไม่เป็นเหมือนกันคะจากในคลิปที่เราตอบเจ้าหน้าที่เรื่องอาการขอคนป่วยได้เนื่องจากเราสอบถามคนป่วยแล้วนะคะเพราะเราเคยเราเคยใช้บริการจาก1669มาบ้างแล้วคะจากในคลิปเราไม่ได้ว่าพี่เขาผิดนะคะเราเข้าใจว่าคนไข้เยอะไม่ได้มีแต่เราคนเดียวแล้วเราก็บอกสถานที่ผิดๆถูกเพราะไม่ได้อยู่ตรงนั้นด้วยแต่ถ้าเราพูดจาไม่สุภาพหรือพูดจาไม่ดีเราก็ขอโทษพี่คนที่รับสายโทรศัพท์ด้วยนะคะ หรือถ้าใครจะด่าเราเราก็พร้อมจะยอมรับคำด่าคะ ขอบคุณนะคะ

นายแพทย์ธรรมนูญ วิสิฐธนวรรธ ผอ.รพ.ศูนย์อุดรธานี เปิดเผยว่า ได้รับรายงานเรื่องนี้แล้ว และอยากจะชี้แจงว่า สำหรับเจ้าหน้าที่ 1669 เวลารับเหตุมาแล้ว เจ้าหน้าที่จะซักถามเพื่อประกอบการตัดสินใจ ว่าจะเอาอุปกรณ์ไปในรถกู้ชีพ สมควรจะเตรียมมากเตรียมน้อย มีเหตุแทรกซ้อนไหมบางทีเรื่องนี้ เราเองอาจจะรำคาญ แต่ประชาชนต้องทำความเข้าใจ เจ้าหน้าที่ต้องซักประวัติทุกคน เรามีทรัพยากรจำกัด เหตุแต่ละวันมีมากมาย เราต้องซักถามอย่างละเอียด ทั้งอาการเป็นอย่างไร ที่อยู่ให้แม่นๆ อยู่ตรงไหน

“ หลายครั้งที่เป็นปัญหากระทบทั่งกันเพราะเกิดจากน้ำเสียง เกิดจากประสบการณ์ของผู้ซักถามพื้นที่ไม่แม่น ไม่ได้ยินชัดเจน พูดไปพูดมาเสียงก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บางทีพูดก็ห้วนไปหน่อย ไม่มีหางเสียง ทั้งสองฝ่ายก็ใส่อารมณ์หากัน แต่ทั้งหลายทั้งมวลก็เกิดจากการหาข้อมูล เพื่อประกอบการให้บริการให้เหมาะสม ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ อยากจะวิงวอนประชาชนที่แจ้งเหตุเราก็ต้องเตรียมแจ้งเหตุให้ชัดเจน และอยากให้โต้ตอบกันด้วยใจเย็นๆ ”

ผอ.รพ.ศูนย์อุดรธานี ต้องยอมรับว่าเจ้าหน้าที่ไม่สามารถตอบสนองเหตุได้ทุกเหตุการณ์ บางครั้งทั้งรถและเจ้าหน้าที่เรามีจำกัด บางทีก็อาจจะให้ญาติคนป่วยนำรถมาเองก็มี ส่วนกรณีของน้องที่อยู่กู้ชีพ 1669 นั้น ได้มีโอกาสได้พูดคุยแล้วหลังจากมีข่าวออกไป เบื้องต้นน้ำเสียงคนเราก็ไม่เหมือนกัน อย่างกรณีน้องเขาต่อไปก็ให้ปรับปรุงการพูด แต่คงยังไม่ย้ายไปทำงานที่อื่นเพราะเขาเป็นวิชาชีพที่ทำงานในด้านนี้อยู่แล้ว

นายแพทย์ชาญวิทย์ ทระเทพ ผู้ตรวจราชการกระทรวง เขตสุขภาพที่ 8 ให้สัมภาษณ์ว่า ยังไม่ได้รับรางงานเรื่องดังกล่าว อย่างไรก็ตามกระบวนการการทำงาน ที่ผ่านมาระบบทำงานแบบแยกส่วน ส่วนใหญ่จะเอาวิชาชีพ เอาหน่วยบริการเป็นศูนย์ฯ แนวโน้มอนาคตประชาชนจะเป็นศูนย์กลาง การโพสต์ลักษณะนี้มีลักษณะเป่านกหวีด ในต่างประเทศเรียกว่า เป็นกลไกลในการตรวจสอบอย่างหนึ่ง ในแง่ความเสียหายคือทำให้เกิดความไม่เชื่อกันในระบบ มองในอีกแง่หนึ่งคือระบบจะได้นำไปปรับปรุงตัว

น.ส.พรรณวิสา ขอสงวนนามสกุล อายุ 23 ปี ชี้แจงทางโทรศัพท์ว่า เป็นคนโพสต์เอง โดยไม่มีเจตนาที่จะประจาน แต่อยากให้เข้าใจว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเขาน่าจะพูดดีกว่านี้ ไม่ใช่ไล่ให้เราไปส่งเอง หากเป็นคนป่วยอาการหนักจะเป็นอย่างไร ส่วนที่นำไปโพสต์เพียงแค่อยากให้คนอื่นรู้ว่า ไม่อยากให้ทิ้งคนไข้แบบนี้นะ ไม่ใช่มาตัดสายทิ้งแบบนี้ ถ้าใจขาดกลางถนนจะเป็นอย่างไร ไม่ใช่ว่า 1669 ไม่ดี ที่ผ่านมาดีทุกครั้ง ใส่ใจทุกครั้ง ผิดกับครั้งนี้ โดยพรุ่งนี้จะเดินทางไปพบ ผอ.รพ.ศูนย์อุดรธานี ในช่วงเวลาบ่ายโมงในวันพรุ่งนี้ เพื่อปรับความเข้าใจและขอโทษเรื่องที่เกิดขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.อุดรธานี ว่า “ศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการการแพทย์ฉุกเฉิน จ.อุดรธานี” ตั้งอยู่ภายในโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี ทำหน้าที่รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน ทางโทรศัพท์สายตรง 1669 , ทางโทรศัพท์ , วิทยุรับ-ส่ง จากหน่วยงานข้างเคียง เพื่อสั่งการไปยังหน่วยกู้ชีพ ที่ผ่านการฝึกอบรม มีอุปกรณ์ช่วยชีวิต และมีรถพยาบาล ประจำทีมกู้ชีพของ รพ.ศูนย์ , รพ.ชุมชน , องค์กรปกครองท้องถิ่น และกู้ภัยมูลนิธิฯ ก่อนหน้าเกิดกรณีนี้ เคยมีการร้องเรียนจากผู้ป่วยมายัง จ.อุดรธานี ว่าถูกปฏิเสธแจ้งรถไปรับคนป่วยที่ ต.โคกกลาง อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี มาแล้ว

รุนแรงเด็ก-สตรีพุ่ง สธ.8จับมือยูนิเซฟนำร่องแก้

สาธารณสุขเขต 8 จับมือยูนิเซฟ ทำคู่มือเชิงรุกแก้ความรุนแรงในเด็ก-สตรี ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง แม้อีสานจะอยู่ในลำดับสุดท้าย

เมื่อเวลา 23 เมษายน ที่โรงแรมประจักษ์ตราดีไซน์ นายแพทย์ชาญวิทย์ ทระเทพ ผู้ตรวจราชการกระทรวง เขตสุขภาพที่ 8 เป็นประธาน เปิดโครงการพัฒนาระบบการเฝ้าระวัง ติดตาม ป้องกัน ช่วยเหลือผู้ถูกกระทารุนแรง ในเขตสุขภาพที่ 8 และประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อศึกษา ผู้ถูกกระทารุนแรงในพื้นที่ต้นแบบ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเขตสุขภาพที่ 8 , ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติการณ์ รังสีวิทยา สหวิชาชีพ สารสนเทศ และผู้แทนยูนิเซฟ กว่า 120 คน เข้าร่วมประชุม

นพ.อิทธิพล สูงแข็ง สาธารณสุขนิเทศก์ เขตสุขภาพที่ 8 กล่าวว่า ความรุนแรงในเด็กและสตรี มีความซับซ้อน รุนแรงและขยายผลมากขึ้น ประเทศไทยมีสถิติอันดับ 1 ใน 10 ของโลก เฉพาะคดีข่มขืนทั่วโลก 2.5 แสนคดี ประเทศไทยมี 4 พันคดี แต่จับคนร้ายได้เพียง 50 เปอร์เซ็นต์ ขณะไทยมีองค์กรที่เกี่ยวกับเด็ก และสตรีหลายกระทรวง หลายหน่วยงานต้องการบูรณาการ เพื่อดูแลผู้ที่มีความเสี่ยง เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ยูนิเซฟ และเขตสุขภาภาพที่ 8 จึงร่วมพัฒนาระบบเฝ้าระวัง ติดตามป้องกันและช่วยเหลือ เพื่อนำร่องขยายผลต่อไป

นายแพทย์ชาญวิทย์ ทระเทพ ผู้ตรวจราชการกระทรวง เขตสุขภาพที่ 8 ให้สัมภาษณ์ว่า สถิติการใช้ความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ของประเทศไทยมีแนวโน้มสูงขึ้น ขณะข้อมูลที่เราได้รับคือข้อมูลที่ เด็กและสตรีมาขอความช่วยเหลือที่โรงพยาบาล ยังมีอีกจำนวนมากที่ถูกกระทำด้วยความรุนแรง แล้วไม่กล้ามาโรงพยาบาล หรือไม่กล้าบอกใคร ข้อมูลที่เรามีอยู่จึงเหมือน “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” ที่พ้นน้ำขึ้นมา อีกจำนวนมากยังอยู่ข้างใต้

“ในส่วนที่เป็นคดีความยิ่งลดน้อยลง เพราะจำนวนหนึ่งกล้ามาโรงพยาบาล และที่มาโรงพยาบาลจำนวนเดียวเท่านั้น จึงจะเกิดเป็นคดีความ หากอยู่จากสถิติคดีความ เราจะไม่ได้ตัวเลขจริงเลย เคยสัมภาษณ์เหยื่อเป็นผู้หญิงไทย 39-40 เปอร์เซ็นต์ มีปะสบการณ์ถูกกระทำรุนแรงในครอบครัว ขณะที่สถิติของเรายังพบด้วยว่า ผู้กระทำรุนแรงครึ่งหนึ่งเป็นผู้หญิง อีกครึ่งหนึ่งเป็นเด็ก โดยผู้หญิงกระทำต่อร่างกาย 80 เปอร์เซ็นต์กระทำโดยคนในครอบครัว-คู่สมรส-คู่รัก ส่วนเด็กถูกกระทำรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะถูกทำกระทางเพศ ”

ผู้ตรวจราชการกระทรวง เขตสุขภาพที่ 8 กล่าวต่อว่า ขณะนี้เรารองรับเมืองถูกกระทำแล้ว ต่อนี้ไปเราจะหาปัจจัยเสียง เช่น สามีภรรยาที่อยู่ลำพัง กับสวามีภรรยาที่อยู่กับพ่อแม่ ที่อยู่ลำพังจะถูกกระทำมากกว่า แล้วจะหากลไกลลงไปช่วยป้องกัน ปัญหาที่พบคือภรรยาที่ถูกสามีกระทำ ก็ไม่กล้าที่จะไปบอกคนอื่น หรือเด็กถูกพ่อแม่ตีก็เงียบไว้ อันดับแรกจึงจะสร้างการตระหนักรู้เรื่องสิทธิ อันดับสองความเข้มแข็งของชุมชน ถ้าหากเรามีคู่มือให้ อสม. หรือชุมชน จะสามารถดุแลเพิ่มขึ้น รวมทั้งสายด่วน 1669 จะรับการคัดกรองไป “ศูนย์พึ่งได้”

นายแพทย์ชาญวิทย์ ทระเทพ ผู้ตรวจราชการกระทรวง เขตสุขภาพที่ 8 กล่าวต่อว่า สถิติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี มีสถิติสูงสุดที่ ภาคกลาง รองลงมาภาคใต้ ภาคเหนือ และอีสาน ที่เลือกมานำร่องที่สาธารณสุข เขต 8 เพราะที่นี่ทำงานเรื่องการป้องกัน และเฝ้าระวังอยู่แล้ว

แพทย์ไทยพร้อมดูแลแรงงานกินหอยป่วยหากกลับถึงบ้าน

รมว.แรงงานสั่งเยี่ยมครอบครัว หาหนทางช่วยเหลือแรงงานอุดร กินก้อยหอยป่วยโคม่าในไต้หวัน พ่อแม่ภรรยามาที่จัดหางานจังหวัด เล่ามีคนใจบุญช่วยมาแล้ว 1 แสน ส่วนคนป่วยยังอาการไม่ดีขึ้น หมอเขต 8 บอกแพทย์อุดรพร้อมดูหากถึงบ้าน ชวนเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.อุดรธานี มาเมื่อวันที่ 23 เมษายน พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.แรงงาน ขณะเดินทางมาตรวจศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (OSS) สนง.จัดหางาน จ.อุดรธานี ได้สั่งการให้ นายพิชิต นิลทองคำ ผู้ตรวจราชกรม กรมการจัดหางาน นายอภิชาติ วงษ์กาฬสินธุ์ นักวิชาการแรงงานชำนาญการ รักษาราชการแทนจัดหางาน จ.อุดรธานี ติดตามกรณีนายฉัตรชัย ขุริดี อายุ 33 ปี ชาวอุดรธานี แรงงานในไต้หวันป่วย “โคม่า” จากการเก็บหอยในคลองธรรมชาติมารับประทาน แล้วขอความช่วยเหลือให้พากับมารักษาตัวที่บ้าน เพื่อประสานงานให้การช่วยเหลือ

ซึ่งนายประยงค์ ขุริดี อายุ 59 ปี นางทองวัน ขุริดี อายุ 55 ปี และนางอภิญญา เยาวลักษณ์ อายุ 39 ปี เลขที่ 125 ม.12 บ.เทื่อม ต.เขือน้ำ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี พ่อแม่และภรรยานายฉัตรชัยฯ ได้เดินทางมาที่ สนง.จัดหางาน จ.อุดรธานี เพื่อพบเล่าความคืบหน้าว่า หลังจากญาติได้ลงเฟสขอความช่วยเหลือ พานายฉัตรชัยฯเดินทางกลับบ้าน และมีข่าวออกไป มีคนไทยใจบุญส่งเงินมาช่วย ผ่านบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาบ้านผือ ชื่อบัญชี นางทองวันฯ เลขที่ 4310512593 แล้ว 102,300 บาท

“ สำหรับอาหารของนายฉัตรชัยฯ ที่นอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลในไต้หวัน มีหลานสาวที่แต่งงานมีครอบครัวอยู่ที่ไต้หวัน ช่วยเป็นผู้ดูแลแจ้งว่าอาการยังทรงตัว ยังใส่เครื่องช่วยหายใจ และให้อาหารทางสายยาง ยังไม่รู้สึกตัว เมื่อวานลืมตา แต่วันนี้ไม่ลืมตา ส่วนค่ารักษาพยาบาลยังค้างจ่าย 2 แสน ดอลล่าไต้หวัน ส่วนค่าเดินทางกลับอยู่ที่ 5 แสนดอลล่าไต้หวัน และแพทย์ยังไม่สรุปการอนุญาตส่งกลับ ”

นายพิชิต นิลทองคำ ผู้ตรวจราชกรม กรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า นายฉัตรชัยฯไปทำงานถูกต้องตามกฎหมาย การช่วยเหลือจะต้องประสานกับ บริษัทจัดหางานที่จัดส่งไป ขณะนี้กระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานแรงงานในไต้หวัน ได้เข้าไปดูแลผู้ป่วยด้วย กรณีการเกิดเหตุเจ็บป่วย ไม่ใช่ความผิดของนายจ้าง คนงานจะต้องได้ความดูแลคุ้มครองตามสิทธิประกันสังคม สิทธิการรักษาพยาบาลของประเทศต้นทาง ตามสิทธิที่ได้รับอยู่ แต่ถ้าเป็นการเจ็บป่วย ประสบเหตุจากการทำงานก็เป็นอีกกรณี

“ จะให้สำนักงานแรงงาน บริษัทจัดหางานที่จัดส่งไป ประสานนายจ้างเพื่อช่วยเหลือดูแล ให้เป็นไปตามมนุษยธรรม และสำนักงานจัดหางาน จะช่วยประสานกงศุลให้ดูแล เพราะไม่อยากให้คนงานไปตกระกำลำบาก กระทรวงแรงงานจะดูแลเท่าที่จะทำให้ได้ ”

นายแพทย์ชาญวิทย์ ทระเทพ ผู้ตรวจราชการกระทรวง เขตสุขภาพที่ 8 กล่าวว่า เรามีวัฒนธรรมรับประทานอาหารไม่สุก อันนี้เป็นปัญหาสำคัญทำให้เกิดเป็นโรคต่างๆมากมาย ง่ายๆคือ อาหารเป็นพิษ ท้องร่วง รุ่นแรงกว่านั้นคือ “พยาธิ” ซึ่งบางอย่างอาจรุนแรงทันทีทันใด ทำให้เกิดปัญหากับสมอง เกิดเป็นเจ้าชายนิทราได้ หรืออาจจะส่งผลรุนแรงระยะยาว เช่น พยาธิใบไม้ตับ เป็นมะเร็งท่อน้ำดี เสียชีวิตในระยะยาว เรามีความจำเป็นต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมรับประทานิอาหาร โดยเลือกรับประทานอาหารที่สุกใหม่ ปลอดจากเชื้อโรค พยาธิต่างๆ

ผู้ตรวจราชการกระทรวง เขตสุขภาพที่ 8 ตอบข้อซักถามด้วยว่า เนื่องจากความสัมพันธ์ทางการทูต ประเทศไทยกับไต้หวันเป็นแบบไม่เป็นทางการ การดำเนินการจึงเป็นลักษณะไม่เป็นทางการ ซึ่งมีกรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงาน ประสานให้ความช่วยเหลือได้ ญาติพี่น้องไปขอความช่วยเหลือได้ ถ้ามีการส่งผู้ป่วยกลับมาประเทศไทย หรือที่ จ.อุดรธานี ทางการแพทย์เราสามารถดูแลต่อได้

รมว.แรงงานดูศูนย์OSSอุดรคุยเอกสารครบเสร็จ1ชม.

รมว.แรงงานชมศูนย์OSSอุดรธานี ขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวใน 1 ชม. แม้มีปัญหาแรงงานลาว ต้องกลับบ้านเอาเอกสารรับรองสัญชาติ ก่อนขีดเส้นตายให้เสร็จก่อนสิ้นพฤษภานี้

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 23 เมษายน ที่ สนง.จัดหางาน จ.อุดรธานี ถ.รอบเมือง ทม.หนองสำโรง อ.เมือง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.แรงงาน เดินทางตรวจเยี่ยมการดำเนินการของศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ One Stop Service (OSS) เฟส 2 โดยมีนายวัฒนา พุฒิชาติ ผู้ว่าราชการ จ.อุดรธานี นายอภิชาติ วงศ์กาฬสินธุ์ นักวิชาการแรงงานชำนาญการพิเศษ รักษาการจัดหางาน จ.อุดรธานี ตัวแทนหน่วยงานสังกัดกระทรวงแรงงาน พร้อมเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่าง ๆ ประจำศูนย์ OSS ชี้แจงผลการลงทะเบียนแรงงานต่างด้าว 3 ประเทศ ในพื้นที่ จ.อุดรธานี พร้อมตรวจการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว

นายอภิชาติ วงศ์กาฬสินธุ์ นักวิชาการแรงงานชำนาญการพิเศษ รักษาการจัดหางาน จ.อุดรธานี รายงานและตอบข้อซักถามระบุว่า อุดรธานีมีเป้าหมายแรงงานต่างด้าว 832 คน ทำได้ 988 คน เป็นลาว 599 คน เมียนม่า 238 คน และกัมพูชา 151 คน ผ่านการพิสูจน์สัญชาติได้รับอนุญาตทำงาน 2 ปี 604 คน เป็นลาว 304 คน เมียนม่า 221 คน และกัมพูชา 97 คน ยังไม่ได้พิสูจน์สัญชาติ ที่ต้องดำเนินการในระยะ 23 เม.ย.-30 พ.ค.61 จำนวน 384 คน เป็นลาว 295 คน เมียนม่า 17 คน และกัมพูชา 72 คน

“ ได้แจ้งให้นายจ้างทางโทรศัพท์ ไปพิสูจน์สัญชาติให้เสร็จโดยเร็ว เนื่องจากขั้นตอนใช้เวลานาน และกลับมาทำทะเบียนประวัติให้ทันกำหนด ทั้งนี้แรงงานสัญชาติลาว ส่วนใหญ่ไม่ต้องการไปตรวจพิสูจน์ฯ ที่ศูนย์การค้า ไอที.สแคว กทม. จะขอกลับไปพิสูจน์สัญชาติประเทศต้นทาง การไปทำเอกสารใหม่จะสะดวกกับการเดินทาง ต้องใช้เวลาราว 20-30 วัน อาจจะกลับมาไม่ทันตามกำหนด ส่วนแรงงานสัญชาติเมียนม่า และกัมพูชา จะไปตรวจพิสูจน์ฯที่ปากน้ำ และลาดพร้าว เมื่อเอกสารพร้อมจะขึ้นทะเบียนเสร็จใน 1 ชม. ”

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.แรงงาน เปิดเผยว่า ได้ดูการดำเนินการขับเคลื่อนศูนย์ OSS ที่อุดรธานี ยังเหลือขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว 384 คน สำหรับวันนี้มีการพิสูจน์สัญชาติ 98 คน เหลืออีก 300 คน ได้เร่งรัดให้ดำเนินการส่วนที่เหลือให้เร็วที่สุด เพราะขั้นตอนต่าง ๆ เช่น การตรวจโรค ได้ดำเนินการไปแล้ว ในส่วนที่เหลือที่เป็นชาวลาวกว่า 200 คน ก็แนะนำให้ดำเนินการที่ฝั่งลาวจะสะดวกกว่า น่าจะแล้วเสร็จในปลายเดือนพฤษภาคม ซึ่งเราเน้นเรื่องการบริการให้รวดเร็ว หากเอกสารดำเนินการครบถ้วน จะต้องเสร็จภายใน 1 ชั่วโมง

“ ส่วนปัญหาอุปสรรคที่เหลือ ก็คงเกี่ยวข้องกับแรงงานที่ยังไม่พิสูจน์สัญชาติเท่านั้น โดยเราต้องประสานให้แรงงาน ดำเนินการโดยเร่งด่วน ซึ่งชาวลาวที่เรามีชายแดนติดกัน น่าจะกลับไปทำเรื่องมาจากที่นั่นจะสะดวกกว่า ส่วนแรงงานชาวกัมพูชา และเมียนมา แนะนำให้ไปดำเนินการที่ศูนย์พิสูจน์สัญชาติที่กรุงเทพฯ ส่วนเรื่องที่แรงงานลาวที่ยังไม่พิสูจน์สัญชาติ ที่จะมาทำงานแบบเช้าไปเย็นกลับ เพื่อรอการดำเนินการพิสูจน์สัญชาติ เราไม่มีนโยบายแบบนั้น โดยแรงงานต่างด้าวทุกคน จะต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่มีอยู่ ”

นางชาวยี หรือแก้ว แยม อายุ 24 ปี ชาวพะตะบอง กัมพูชา มาขอขึ้นทะเบียนพิสูจน์สัญชาติ ให้สัมภาษณ์ด้วยภาไทยชัดเจนว่า เดินทางมาเข้ามาขายแรงงาน เป็นกรรกรก่อสร้างในไทยกว่า 8 ปี โดยมากับแม่ พี่สาว และน้องชาย ตอนนี้ทั้งหมดทำงานในกรุงเทพฯ ส่วนตนเองมาทำงานกับสามีคนไทย ที่บ้านอุ่มจาน ต.อุ่มจาน อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี มาติดต่อทำเอกสารหลายครั้งแล้ว ครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งสุดท้ายหากเอกสารครบ

ปิดทองฯพาสื่อพบผู้ว่าฯก่อนท่องอุดรต้นแบบอีสาน

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 20 เมษายน ที่ห้องประชุม 1 ชั้น 2 อาคาร 1 ศาลากลาง จ.อุดรธานี นายวัฒนา พุฒิชาติ ผู้ว่าราชการ จ.อุดรธานี พบปะพูดคุยกับทีมงานมูลนิธิปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ ที่นำสื่อมวลชนจากส่วนกลาง สัญจรศึกษาดูงาน “ชุมชนเข้มแข็ง สืบสานแนวพระราชดำริ” โดยมีเป้าหมายเดินทางไปที่ โครงการปิดทองหลังพระต้นแบบอีสาน “บ้านโคกล่าม-แสงอร่าม” โครงการพื้นที่ขยายบ้านหนองอ้อ อ.หนองวัวซอ และวิสาหกิจชุมชนกาแฟนายูง บ้านเพิ่ม ต.นาแค อ.นายูง กาแฟแบรนด์อีสานรายแรก

นายวัฒนา พุฒิชาติ ผู้ว่าราชการ จ.อุดรธานี กล่าวว่า อุดรธานีไม่มีน้ำไหลจากภายนอก ผ่านเข้ามาในพื้นที่อุดรธานี แต่น้ำฝนที่ตกในอุดรธานี จะไหลออกไปในพื้นที่อื่น ขณะที่มีแหล่งน้ำเก็บกักน้ำได้เพียง 300 ล้าน ลบม. อาทิ พื้นที่ต้นน้ำตามภูเขาเล็กๆ ไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำห้วยหลวง ก่อนไหลตามลำน้ำห้วยหลวง ไปไหลลงแม่น้ำโขงที่ จ.หนองคาย หรือต้นน้ำในภูเขาเดียวกัน ไหลลงไปที่ทะเลบัวแดง มีประตูน้ำกุมภวาปีเก็บกักไว้ ก่อนไหลลงไปที่เขื่อนลำปาว เป็นต้นน้ำของลำน้ำปาว

“ อุดรธานีมีโครงการอันเนื่องจากพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มากกว่า 44 โครงการ ในส่วนของโครงการอ่างเก็บน้ำ โครงการอ่างเก็บน้ำสุดท้ายของพระองค์ จะดำเนินการในพื้นที่ อ.กุดจับ จ.อุดรธานี ขณะที่โครงการอื่นๆ ยังต้องต่อยอด นำน้ำขึ้นมาใช้ประโยชน์ ซึ่งอุดรธานีมีโครงการปิดทองหลังพระ นำแนวพระราชดำริของพระองค์ การระเบิดจากข้างใน , ร่วมคิด ร่วมทำ , เข้าใจ เขาถึง จึงพัฒนา มากระตุ้นให้เกิดกิจกรรม เป็นต้นแบบที่อ่างฯห้วยคล้ายเนื่องในพระราชดำริ ”

ผู้ว่าราชการ จ.อุดรธานี กล่าวอีกว่า อุดรธานียังได้รับงบประมาณ 200 ล้านบาท เข้ามาต่อยอดในโครงการขยาย ไปในพื้นที่อื่นๆที่มีความพร้อม ตามกรอบการซ่อมสร้าง การต่อยอดนำน้ำไปใช้ โดยประชาชนช่วยกันคิดและลงมือลงแรงทำกันเอง มีปิดทองจะสนับสนุนวัสดุ และข้อมูลวิชาการ ซึ่งดำเนินการไปแล้ว 300 โครงการ วงเงิน 75 ล้านบาท ที่เหลืออยู่ในระหว่างดำเนินการ การเตรียมความพร้อมประชาชน

นายวัฒนา พุฒิชาติ ผู้ว่าราชการ จ.อุดรธานี กล่าวเพิ่มว่า 1 ใน 6 ยุทธศาสตร์ของอุดรธานี กำหนดให้พื้นที่ 7 ล้านไร่ ทำการเกษตร 4 ล้านไร่ จะเป็นเกษตรปลอดภัย ที่มีภารกิจสำคัญ 4 ด้าน คือ ความพอเพียง , ดิน-น้ำ , ประสิทธิภาพการผลิต และการตลาด โดยปิดทองหลังพระเข้ามาช่วยมากในภารกิจแรกๆ ขณะที่ภารกิจสำคัญจองจังหวัดคือ “ตลาดสินค้าเกษตรปลอดภัย” จากตลาดร่มเขียว , มาสู่ เอมโอยู. รพ. 6 โรง ซื้อตรงจากชาวบ้าน เป้าหมายทุกโรงพยาบาล และตลาดขายส่งเมืองทองเจริญศรี เพื่อรองรับผลผลิตจากเกษตรกร

« Older Entries