อัยการแนะแจ้งจับโกงเงินผีอุดรฯฉ้อโกง ปชช.

แก้เบี้ยวเงินฌาปนกิจอุดรธานีไม่จบ ไกล่เกลี่ยไปแล้วยังมีเพิ่ม หนักข้อเบี้ยวข้อตกลง อัยการชี้เข้าข่าย “ฉ้อโกงประชาชน” แนะแจ้งจับชุดแรก 30 ราย ตร.ต้องรับคดีขอตั้งคณะมาสอบสวนก่อน

เมื่อวันที่ 15 มกราคม ที่ห้องประชุมสำนักงานอัยการ จ.อุดรธานี นายน้ำแท้ มีบุญสล้าง อัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมาย และการบังคับคดี จ.อุดรธานี , นายตฤณ เบญจจินดา นิติกรปฏิบัติการ ศูนย์ดำรงธรรม จ.อุดรธานี ร่วมประชุมกับชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน จากฌาปนกิจสงเคราะห์ในพื้นที่ อ.เมืองอุดรธานี 2 แห่ง 30 รายๆละ 80,000-100,000 บาท และนายทุนนอกระบบ 10 ราย รายละ 1-1.5 ล้านบาท ที่บ่ายเบี่ยงไม่ทำตามข้อตกลงไกล่เกลี่ย

610115-4-1

ต่อมาเจ้าหน้าที่จากศูนย์ดำรงธรรมฯ นำชาวบ้านเดินทางมาที่ สภ.เมืองอุดรธานี พบแจ้งความต่อ พ.ต.ท.ผลิตอรัญ บุญมาตุ่น รอง ผกก.สอบสวนฯ และ ร.ต.อ.สุพัตร บุญเรือง รอง สว.สอบสวนฯ ดำเนินคดีกับกับฌาปนกิจสงเคราะห์ 2 แห่ง และนายทุนเงินกู้นอกระบบ ตามคำแนะนำของอัยการสิทธิฯ จ.อุดรธานี หลังจากศูนย์ดำรงธรรมฯรับร้องเรียน และได้ไกล่เกลี่ยหลายครั้ง ก็ยังมีชาวบ้านมาร้องเรียนต่อเนื่อง จนผู้เสียหายชุดล่าสุดถูกปฏิเสธจ่ายเงิน

 

นางเล็ก นามสมมุติ จาก ต.เชียงหวาง อ.เพ็ญ เปิดเผยว่า สมัครเป็นสมาชิกฯฌาปนกิจสงเคราะห์ที่ ซอยเห้งเจีย ถ.อุดรดุษฎี ทน.อุดรธานี ให้คนในครอบครัว 5 คน เสียค่าสมัครรายละ 1,500-1,800 บาท(ขึ้นกับอายุ) จ่ายค่าศพเดือนละ 310 บาท ต่อมาต้นปี 60 เพิ่มเป็น 420 บาท จะได้ค่าศพละ 80,000-100,000 บาท นับตั้งแต่ มี.ค.60 ชาวบ้านไม่ได้รับเงิน มาร้องเรียนศูนย์ฯก็ทำเรื่องไกล่เกลี่ย ถึงเวลาก็ยังไม่จ่ายเงินให้ ขอเพียงครึ่งเดียวก็ไม่จ่าย สมาชิกกว่าครึ่งไม่จ่ายรายเดือน เพราะคิดว่าล้มแน่นอนแล้ว

ป้าน้อย นามสุมมติ ผู้เสียหายอีกคน เปิดเผยว่า เป็นสมาชิกฌาปนกิจฯ ต.นาดี อ.เมือง เป็นสมาชิกมานานกว่า 3 ปี เสียค่าสมัคร 1,000 บาท ค่ารายเดือนเริ่มแรก 100 บาท เป็น 200 บาท และ 300 บาทตามละดับ เมื่อสมาชิกเสียชีวิตทายาทจะได้เงิน 100,000 บาท ชาวบ้านไม่ได้รับเงินมานานกว่าครึ่งปี มีสมาชิกบางส่วนไม่ส่งรายเดือน เพราะเชื่อว่าฌาปนกิจล้มแล้ว ไม่อยากจะถูกหลอกอีก บางส่วนมาร้องศูนย์ดำรงธรรม เรียกมาทำข้อตกลงแต่ก็เบี้ยว

นายน้ำแท้ มีบุญสล้าง อัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมาย และการบังคับคดี จ.อุดรธานี เปิดเผยว่า ชาวบ้านร้องเรียนผ่านศูนย์ดำรงธรรมฯ มีนายทุนปล่อยเงินกู้มีพฤติการณ์ ให้ชาวบ้านนำที่ดินมาขายฝาก เช่น ทำสัญญา 5 แสนบาท แต่ได้เงินไปเพียง 3 แสนบาท เมื่อชาวบ้านผ่อนมาเรื่อยๆ จนพ้นกำหนดเวลาขายฝาก หากอยากได้โฉนดคืนจะต้องจ่ายอีก 8 แสน รวมแล้วกู้เงินแค่ 3 แสน ต้องจ่ายคืนนายทุนเกือบ 2 ล้านบาท เป็นพฤติการณ์ที่น่าจะเข้าข่ายความผิดอาญา เรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา และเข้าข่ายผู้มีอิทธิพล

“ อีกเรื่องคือฌาปนกิจสงเคราะห์ พฤติการณ์ให้ชาวบ้านรวมตัวกัน จ่ายเงินค่าแรกเข้า แล้วให้จ่ายเงินรายเดือน สัญญาว่าหากสมาชิกเสียชีวิต จะได้ผลประโยชน์เป็นเงิน ที่สูงเกินความเป็นจริง และมีการหาสมาชิกเพิ่มไปเรื่อยๆ เพื่อเอาเงินจากสมาชิกใหม่ มาจ่ายสมาชิกเก่า เป็นพฤติกรรมเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ ในที่สุดก็จะต้องเลิกและไม่จ่ายเงิน หรือจ่ายน้อย เป็นการฉ้อโกงประชาชน ได้แนะนำให้นำหลักฐานที่มีทั้งหมด ไปแจ้งความดำเนินคดีกับตำรวจ เพื่อพิจารณาว่าจะมีความผิดอย่างไร ”

610115-4-4

นายน้ำแท้ ฯ ตอบข้อซักถามว่า ฌาปนกิจสงเคราะห์มีปัญหามานานหลายปี เป็นการปล่อยปะละเลย ไม่มีการดำเนินการใดๆ ทำให้พฤติการณ์แบบนี้ขยายวงกว้าง เกิดความเสียหายมากขึ้น สนง.อัยการคุ้มครองสิทธิฯ จึงเห็นว่าจำเป็นต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อยุติพฤติการณ์ที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน

พ.ต.อ.ภูมิวิทย์ เวชกามา ผกก.สภ.เมืองอุดรธานี เปิดเผยว่า มีชาวบ้านมาแจ้งความมากกว่า 30 คน ส่วนแรกเรื่องกองทุนฌาปนกิจ 2 แห่ง ตร.ได้รับเรื่องร้องทุกไว้แล้ว โดยจะตั้งคณะพนักงานสอบสวนขึ้นมา เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน ถ้าพบเข้าข่ายความผิดใดก็จะแจ้งข้อหา , ส่วนที่การปล่อยเงินกู้นอกระบบ ที่แบ่งเป็น 2 ส่วนส่วนแรกคือปล่อยเงินกู้ คิดอัตราดอกเบี้ยเกินกฎหมายกำหนด ก็จะรวมรวมหลักฐานแจ้งข้อหา อีกส่วนคือการขายฝากแล้วตามหานายทุนไม่ได้ จะต้องสอบสวนว่าเข้าข่ายคดีอาญา หรือคดีแพ่งก่อน

ผช.ผบ.ตร.ยัน ตชด.ยิงตัวตายมีปัญหาส่วนตัว

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 10 มกราคม 2561 ที่ห้องประชุมอุดรดุษฎี โรงแรมเจริญโฮเต็ล จ.อุดรธานี พล.ต.ท.เดชา บุตรน้ำเพชร ผช.ผบ.ตร. เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม และมอบนโยบาย แก่กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ระหว่างวันที่ 9-12 มกราคม ระดับรองผู้กำกับการ ถึงผู้บัญชาการ 182 นาย เพื่อติดตามประเมินผลการปฏิบัติงาน เปิดโอกาสให้บุคลากรในระดับผู้บริหาร ได้ร่วมกันวางแผน พิจารณาแก้ไขปัญหา ข้อขัดข้องต่างๆ

พล.ต.ท.เดชา บุตรน้ำเพชร ผช.ผบ.ตร. กล่าวว่า รัฐบาลกำหนดให้ส่วนราชการ จัดทำแผนปฏิบัติราชการของหน่วย เพื่อติดตามประเมินผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยกำหนดตัวชี้วัดในแต่ละมิติอย่างชัดเจน สามารถวัดระดับความสำเร็จได้ ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ซึ่งทุกหน่วยในสังกัดสำนักตำรวจแห่งชาติ ได้นำนโยบายของผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยตำรวจตระเวนชายแดน ทำหน้าที่ 3 อย่าง ทั้งตำรวจ ทหาร และปกครอง เข้าพื้นที่เกิดเหตุได้เร็ว ก่อนหน่วยงานอื่น และออกมานอกพื้นที่เป็นหน่วยงานสุดท้าย

ผช.ผบ.ตร. ให้สัมภาษณ์กรณี พ.ต.ท.บรรหาร กองพิมพ์ ครูฝึกตำรวจตระเวนชายแดน ค่ายเสนีย์รณยุทธ จ.อุดรธานี ยิงตัวตายที่ห้องทำงาน เมื่อวันที่ 8 มกราคมที่ผ่านมา ว่าเกิดจากความเครียดปัญหาส่วนตัว ไม่ใช่ปัญหาจากการทำงาน ส่วนกรณี ส.ต.ท.อานนท์ บุญยก ผบ.หมู่ ตชด. 24 ค่ายเสนีย์รณยุทธ จ.อุดรธานี เมาขับรถเก๋งชนรถเก๋ง เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย พ่อ-แม่-ลูก เมื่อคืนวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา หน้าปั๊มน้ำมัน ปตท. ถนนนิตโย ต.หนองบัว อ.เมืองอุดรธานี ไม่ได้สั่งการอะไรเป็นพิเศษ ให้เป็นไปตามพนักงานสอบสวน ตามพยาน หลักฐาน ให้ดำเนินคดีไปตามกฎหมาย…

ยึดป่าสงวนจากนายทุนแจกคนจนแปลงแรก 411 ไร่

ทหาร-ป่าไม้-ปกครอง-ตำรวจ-ทส. บุกยึดที่ดินปลูกยาง-ยูคา-อ้อย 411 ไร่ ของนายทุนในป่าภูพานน้อย ต้นน้ำลำห้วยสามพาด พื้นที่ตามมติ ครม.30 มิ.ย.41 เตรียมจัดสรรแปลงรวมให้คนจนทำกิน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 10 มกราคม ที่สนามหน้าที่ว่าการอำเภอหนองแสง พล.ต.ศุภชัย ศุภเมธี รอง ผอ.รมน.อุดรธานี , นายสมบูรณ์ ธีรบัณฑิตกุล ผอ.ศูนย์ป้องกันและปราบปรามที่ 2 (ศปป.2) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กรมป่าไม้ , นายบุญเลิศ วรวงษ์ นายอำเภอหนองแสง , พ.ต.อ.วิเชียร สุนทรพินิจ ผกก.สภ.หนองแสง , ส่วนฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่อนุรักษ์ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 10 (อุดรธานี) , หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ อด.2 หนองวัวซอ . ปทส.อุดรธานี , ชป.รส.ร.13 , พร้อมกำลังทหาร ร.13 พัน 2 , ตำรวจ , อส. , ชรบ. และป่าไม้ รวมกว่า 50 นาย

ร่วมสนธิกำลังเพื่อเข้าตรวจยึด พื้นที่นายทุนบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติป่าพันดอน-ป่าปะโค บ.โนนเชียงค้ำ ม.2 ใกล้ทางขึ้นวัดป่าเทพประทาน ต.ทับกุง อ.หนองแสง ปลูกยางพารา , ยูคาลิปตัส และอ้อย รวมทั้งหมด 411-2-75 ไร่ อยู่เชิงเทือกเขาภูพานน้อย ต้นน้ำลำห้วยสามพาด หลังจากที่ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ของ ศปป.2 ได้เข้ามาตรวจสอบแนวเขตที่บุกรุก พร้อมตัดพันต้นยางและต้นยูคาลิปตัส ในพื้นที่ไปแล้วบางส่วน หลังจากนั้นทำการปิดป้ายประกาศ ยึดคืนผืนป่าแปลงดังกล่าว เพื่อเตรียมดำเนินการตามขั้นตอนตามกฎหมาย ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี

พล.ต.ศุภชัย ศุภเมธี รอง ผอ.รมน.อุดรธานี เปิดเผยว่า การสนธิกำลังเข้าตรวจยึดผืนป่าสงวนฯ ตามมาตรา 25 ที่ส่วนใหญ่ถูกนายทุกนอกพื้นที่บุกรุก เข้ามาปลูกยางพารา ยูคาลิปตัส และอื่นๆ หลังจากยึดคืนจะให้ราษฎรที่ยากจนในพื้นที่ เข้าทำกินตามนโยบายของรัฐบาล ที่จะจัดสรรให้ในลักษณะเป็นที่ดินส่วนรวม ไม่ได้มอบให้ผู้หนึ่งผู้ใด ซึ่งการปฏิบัติงานได้ผลเป็นที่น่าพอใจ เมื่อดำเนินคดีกับทางนายทุนแล้ว หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และ อ.หนองแสง จะเข้ามาฟื้นฟูพื้นที่ ก่อนให้ราษฎรที่ยากจน เข้ามาร่วมทำกินใช้ประโยชน์ในพื้นที่ต่อไป

รุกป่า1

นายสมบูรณ์ ธีรบัณฑิตกุล ผอ. ศปป.2 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กรมป่าไม้ เปิดเผยว่า พื้นที่บริเวณนี้ถูกนายทุนนอกพื้นที่ เข้ามาบุกรุกทำลายปลูกยางพารา และยูคาลิปตัส ศปป.2 ได้รับนโยบายจากรัฐบาล ติดตามทวงคืนผืนป่าจากกลุ่มนายทุน มาจัดสรรให้ราษฎรที่ยากจนมีที่ดินทำกิน ตามโครงการนำร่องนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่ให้คณะกรรมการที่ดินแห่งชาติ หรือ คทช. เข้ามาจัดที่ทำกินให้กับราษฎรยากจน โดยดำเนินการไปแล้ว 2 จังหวัด คือ เชียงใหม่ และ น่าน โดยทำในรูปแบบแปลงรวม เวลาผ่านไปจะได้ไม่ตกเป็นของนายทุน

ผอ.ศูนย์ป้องกันและปราบปรามที่ 2 (ศปป.2) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวอีกว่า พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติของอุดรธานี ที่ถูกบุกรุกทั้งจากนายทุนและราษฎร มากเป็นอันดับ 2 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รองจาก เลย รวมแล้วหลายหมื่นไร่ วันนี้ ศปป.2 เข้ามายึดคืนผืนป่าเป็นการนำร่องแห่งแรก ร่วมกับทาง กอ.รมน.อุดรธานี ซึ่งหลังจากนี้เราจะรวบรวมหลักฐานการเข้าบุกรุกป่า เพื่อแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.หนองแสง ในการติดตามหาตัวนายทุนที่เข้ามาบุกรุกกระทำความผิด เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวรายงวานด้วยว่า พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าพันดอน-ปะโค บริเวณที่ตรวจยืดจากนายทุนแปลงนี้ เป็นพื้นที่ป่าสงวนที่ถูกกันจากเขตปฏิรูป มีราษฎรอ้างสิทธิในการเข้าทำกิน 36 ราย และได้รับสิทธิอยู่ในพื้นที่ตามมติ ครม.30 มิ.ย.41 ระหว่างรอการสอบสวนสิทธิ โดยห้ามไม่ให้เปลี่ยนมือ-บุกรุกป่าเพิ่มเติม ขณะที่กำลังตรวจสอบให้สิทธิทำกิน หรือ สทก. ซึ่งก่อนหน้านี้ในปี 60 ยึดพื้นที่ใกล้เคียงลักษณะเดียวกัน 2 แปลง รวม 27-1-103 ไร่….

This slideshow requires JavaScript.

ตร.ลุยหาหลักฐานเอง เด็กสาว16ยังไม่แจ้งความอดีต ผอ.

ตำรวจไม่รอให้เด็กสาว 16 แจ้งความเอาผิด อดีต ผอ.ส่งจดหมาย “ต้องการเงินโทรหาเบอร์….” แล้วขอซื้อบริการ ส่งตำรวจเก็บข้อมูลหาทางเอาผิด ขณะพ่อแม่เด็กบอกอย่างไปยุ่งกันเขา อาจจะไม่มีการแจ้งคงวาม

เมื่อวันที่ 9 มกราคม ผู้สื่อข่าวเข้าพบ พ.ต.อ.จักรภพ สุคนธราช รอง ผบก.ภ.จว.อุดรธานี สอบถามข่าว “อดีต ผอ.” แจกเศษกระดาษที่เขียนข้อความด้วยลายมือ “สนใจต้องการเงินใช้ โทร 084-xxxxxxx” ให้กับเด็กสาวในเขต อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี เพื่อขอซื้อบริการ เมื่อเด็กสาววัย 16 ปีไม่เล่นด้วย ส่งข้อความข่มขู่จะส่งคนไปสั่งสอน ทำให้เด็กกลัวโพสข้อความ เตือนเด็กสาวในพื้นที่ลงเพจ “แหม่นโพธิ์ดำ” ทำให้ปิดเครื่องไม่รับโทรศัพท์ และลูกสาวออกมาขอโทษ บอกว่าพ่อมีปัญหาทางจิต

พ.ต.อ.จักรภพ สุคนธราช รอง ผบก.ภ.จว.อุดรธานี เปิดเผยว่า คงต้องเริ่มจากการที่มีผู้เสียหายเข้ามาร้องทุกข์กับทางตำรวจก่อน เพื่อตำรวจจะได้สืบสวนสอบสวนว่า เหตุเกิดอย่างไร มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และคนทำมีความผิดอะไรแค่ไหน เพื่อที่จะดำเนินการสอบสวนว่า จะมีความผิดเข้าตามกฎหมายข้อใด ทั้งนี้ได้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปพื้นที่หาข้อมูลเบื้องต้นแล้ว เพื่อรอให้เด็กเข้ามาแจ้งความ

ทั้งนี้หากเด็กไม่เข้าแจ้งความ ทางตำรวจจะดูว่า หลังได้ข้อมูลจะดูข้อเท็จจริง ว่าการกระทำของเขาต้องมีผู้เสียหายหรือไม่ หากไม่มีผู้เสียหาย ตำรวจเราก็จะเข้าไปดำเนินการได้เลย แต่อย่างน้อยเราต้องรู้ว่า ข้อเท็จจริงทางคดีเป็นอย่างไร มีความผิดที่มีการกระทำอย่างไรเกิดขึ้นบ้าง จะได้เริ่มการสอบสวน ซึ่งทางตำรวจกำลังดำเนินการ โดยทาง สภ.กุมภวาปี มีการออกทำงานไปแล้วบางส่วน เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นมีผู้ใหญ่และประชาชนให้ความสนใจมาก

ผู้สื่อข่าวโทรศัพท์สอบถาม น.ส.เอ นามสมมุติ อายุ 16 ปี เด็กสาวที่โพสข้อความ สอบถามการจะเข้าแจ้งความกับตำรวจหรือไม่ ได้รับตำตอบว่า เมื่อวานก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจากทางจังหวัดมาหา สอบถามเรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งก็ตอบไปตามความจริง แต่ทางตำรวจก็ไม่ได้ว่าอะไรอีก โดยเรื่องที่เกิดขึ้นได้บอกให้พ่อแม่ทราบ แล้ว ซึ่งทางพ่อแม่ไม่ได้ว่าอะไร บอกเพียงว่า “อย่าไปยุ่งกับเขา” อาจจะไม่มีการแจ้งความ…….

01020103

ประกวดข้าวอุดรธานีฟ้องคุณภาพต่ำน่าห่วง

การปลูกข้าวแบบเน้นปริมาณ ทำให้ข้าวหอมมะลิ-ข้าวเหนียวเมล็ดยาว ที่คัดมาเพื่อเข้าประกวด คุณภาพต่ำน่าเป็นห่วง ทั้งหอมมะลิไม่ถึงเกณฑ์ประกวดระดับประเทศ เหนียวเมล็ดยาว 43 ตัวอย่าง ผ่านเกณฑ์เพียง 11 ตัวอย่าง

 

เมื่อวันที่ 9 มกราคม ที่สำนักงานพาณิชย์ จ.อุดรธานี นายสิธิชัย จินดาหลวง รองผู้ว่าราชการ จ.อุดรธานี เป็นประธานคณะกรรมการตัดสินการประกวดข้าวหอมมะลิ และข้าวเหนียวเมล็ดยาว จ.อุดรธานี ประจำปีเพาะปลูก 60-61 โดยนายประเสริฐ ฝ่ายชาวนา พาณิชย์ จ.อุดรธานี นำคณะกรรมการจาก สนง.เกษตรจังหวัด , ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว และตัวแทนจากโรงสีข้าว ซึ่งผลการตัดสินปรากฏว่า

0201

ข้าวหอมมะลิ ประเภทเกษตรกรรายบุคคล อันดับ 1 นายภิญโญ ฝ้ายสีงาม ม.4 ต.เชียงเพ็ง อ.กุดจับ , อันดับ 2 นางม้วย กุญชรน้อยม.13 ต.เชียงเพ็ง อ.กุดจับ , อันดับ 3 นางพวงเพชร วงษ์เชียงเพ็ง ม.2 ต.เชียงเพ็ง อ.กุดจับ และชมเชย นายประไพ คำวิไลม.5 ต.หนองไผ่ อ.เมือง

ข้าวหอมมะลิ ประเภทกลุ่มเกษตรกร อันดับ 1 ไม่มี , อันดับ 2 ศูนย์ข้าวชุมชน ต.กุดจับ ม.4 ต.กุดจับ อ.กุดจับ , อันดับ 3 ศูนย์ข้าวชุมชนตำบลเสอเพลอ ม.19 ต.เสอเพลอ อ.กุมภวาปี

ข้าวเหนียวเมล็ดยาว ประเภทเกษตรกรรายบุคคล อันดับ 1 นางบุญหลาย สัตธรรม ม.11 ต.หนองอ้อ อ.หนองวัวซอ , อันดับ 2 นายเสถียร คำแสนโคตร ม.14 ต.นาม่วง อ.ประจักษ์ศิลปาคม , อันดับ 3 นางมะลิวัลย์ เพียงสามารถ ม.11 ต.หนองอ้อ อ.หนองวัวซอ และชมเชย นางทองคูณ หาญณรงค์ ม.5 ต.ค้อใหญ่ อ.กู่แก้ว , นายแสงเลิศกงซุย ม.2 ต.โพนสูง อ.ไชยวาน , นางแสงจันทร์ พรมแสงใส ม.1 ต.ดอนกลอย อ.พิบูลย์รักษ์

สำหรับการตัดสินในครั้งนี้ ใช้การตรวจสอบพันธุ์-สิ่งเจือปนด้วยสายตา , การตรวจสอบด้วยการสีหาเปอร์เซ็นต์ข้าวสาร และการตรวจสอบด้วยการต้ม (นำมาใช้ปีแรก) ผลการตรวจสอบพบว่าคุณภาพข้าว ของเกษตรกรอุดรธานีต่ำมาก ทั้งที่เป็นข้าวคัดมาประกวด โดยข้าวหอมมะลิรายบุคคล 23 ตัวอย่าง ถูกคัดออกด้วยสายตา 9 ตัวอย่าง ขณะน้ำหนักต้นข้าวสูงสุดเพียง 45 เปอร์เซ็นต์ หรือหอมมะลิกลุ่ม 4 ตัวอย่าง ถูกคัดออกด้วยสายตา 2 ตัวอย่าง น้ำหนักต้นข้าวก็ต่ำเช่นกัน

0203

ส่วนข้าวเหนียวเมล็ดยาว ที่หมายถึงข้าวเหนียว กข.6 หรือข้าวเหนียวหอมอุดรธานี ส่งเข้าประกวด 43 ตัวอย่าง ถูกคัดออกด้วยสายตา 6 ตัวอย่าง ขณะน้ำหนักต้นข้าว 25-57 กรัม และที่น่าตกใจการการตรวจสอบถ้วยการต้ม 14.5 นาที พบว่ามีข้าวเหนียวเมล็ดยาวผ่านเกณฑ์สูงกว่า 80 เปอร์เซ็นต์เพียง 11 ตัวอย่างเท่านั้น หรือเท่ากับว่า มีข้าวเหนียวเมล็ดยาวหรือ กข.6 เพียง 11 ตัวอย่าง ที่เหลือเป็นข้าวสายพันธ์อื่น ที่มีลักษณะเมล็ดคล้าย กข.6

นายสิธิชัย จินดาหลวง รองผู้ว่าราชการ จ.อุดรธานี เปิดเผยว่า การประกวดข้าวในระดับจังหวัด ก็หวังว่าจะส่งไปประกวดระดับประเทศ หากได้รางวัลก็จะมีชื่อเสียง ตลอดก็จะสนใจซื้อข้าวจากอุดรธานี แต่ผลการตรวจคุณภาพข้าวปีนี้พบว่าต่ำมาก ต่ำกว่าเกณฑ์ที่จะส่งไปประกวด มีความเป็นห่วงว่าจะมีปัญหามากขึ้น เพราะที่ผ่านมาเรามุ่งแต่เรื่องปริมาณ ต่อไปเราจะต้องให้ความสนใจคุณภาพมากขึ้น โดยจะตรวจสอบเรื่องเดิมในปีที่แล้ว กรณีพันธุ์ข้าวที่หน้าตาเหมือน กข.6 แต่คุณภาพต่ำกว่า ว่าดำเนินการไปถึงไหนแล้ว….

นร.แฉอดีต ผอ.ตัณหากลับแจกเบอร์ขอซื้อบริการ

นร.มัธยมสาว 16 ปี แฉผ่านเพจแหม่มโพธิ์ดำ เฒ่าตันหากลับแจกเบอร์โทรล่อเหยื่อให้เงินเด็ก โทรไปกลับขอซื้อบริการไม่ยอมขู่ทำร้าย เปิดปากกับนักข่าวแฉซ้ำ แนะนำตัวเป็น สท. ความจริงเป็นอดีต ผอ.โรงเรียน ลูกสาวมาแจงพ่อมีปัญหาทางจิต

เมื่อวันที่ 8 มกราคม น.ส.เอ นามสมมุติ อายุ 16 ปี นักเรียนมัธยมในพื้นที่ อ.กุมภวาปี กับเพื่อนนักเรียนหญิง 2 คน ร่วมเปิดเผยกับผู้สื่อข่าว หลังโพสข้อความ ลงในเพจแหม่มโพธิ์ดำ ระบุว่า “#สท ขอซื้อบริการเด็ก #พอเด็กไม่ขาย #ขู่ทำร้าย สวัสดีค่ะ เตือนภัยสาวๆ อ.กุมภวาปี มีคนสูงอายุยื่นกระดาษเล็กๆให้ ในกระดาษเขียนว่าสนใจทำงานติดต่อมาที่นี่ หลังติดต่อไปก็ขอซื้อบริการ อยากให้รู้ว่าศักดิ์ศรีไม่ได้มีไว้ขาย และซื้อบริการกับเยาวชนไม่ผิดเหรอ พอปฏิเสธไปลุงขู่ทำร้ายอีกค่ะ ควีน เด็กเป็นเหยื่อหลายคนเลย ” โดยมีผู้มาแสดงความคิดเห็น และให้ข้อมูลเพิ่มเติมจำนวนมาก

น.ส.เอฯ และเพื่อนักเรียนหญิงอีก 2 คน ร่วมกันให้ข้อมูลและนำไปดูจุดที่พบผู้สูงอายุ ที่ศาลเจ้าปู่-ย่า ริมน้ำปาว , ถนนเลียบลำน้ำปาว ในเขตเทศบาลตำบลกุมภวาปี โดยมีการอ้างตัวว่าเป็นสมาชิกสภาเทศบาล (สท.) แต่จากการตรวจสอบกันเอง พบว่าเป็นอดีตผู้อำนวยการโรงเรียน ที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว ที่ผ่านมาได้บอกให้ผู้ปกครองรู้ ท่านให้หลีกเลี่ยงไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยว และยังปรึกษากันว่าน่าจะไปแจ้งความ แต่ยังไม่พร้อมจะไปแจ้ง อาจจะไปพบตำรวจเร็วๆนี้

s004ฟ

น.ส.เอฯ และเพื่อนๆ เล่าว่า ทั้งสามคนได้กระดาษเขียนข้อความ “สนใจต้องการเงินใช้ โทร 084-xxxxxxx” จากผู้สูงอายุคนเดียวกัน โดย น.ส.เอฯ รับมา 3 ครั้งๆแรกที่ร้านขายเครื่องสำอางในตลาด ครั้งที่สอง ในปั้ม ปตท.กุมภวาปี และครั้งที่สามถนนเลียบลำน้ำปาว ขณะที่เพื่อนอีก 2 คน พบกับชายคนนี้เพียงคนละ 1 ครั้ง แต่ก็ไม่มีใครโทรฯกลับไป เชื่อว่าจะต้องมีเด็กผู้หญิงตกเป็นเหยื่อ

“ โดยครั้งที่สามเขาขับรถกระบะมาตามถนน เปิดกระจกรถเรียกให้เข้าไปหา ถามชื่อ อายุ เรียนที่ไหน มีแฟนไหม แล้วก็ขอเบอร์โทรฯ เมื่อไม่ให้ก็ข่มขู่จึงต้องยอมให้หลังจากนั้นก็ไลน์มาคุยด้วย ข้อความมีแต่ถามเรื่องที่ไม่สามารถพูดได้ ซึ่งตนก็ตอบไปว่า ไม่ได้ทำอย่างที่คิด ส่วนที่ว่าเขาโพสข้อความมีการข่มขู่ จึงไปหาตามเฟสบุ๊คก็พบ ได้แชตไปถามว่าเบอร์ที่ให้มาใช้เบอร์เขาไหม ทำแบบนี้ได้อย่างไร ด้วยอารมณ์โกรธเลยพูดไม่ดีกับเขาไป เขาก็เลยมาว่าเป็นเด็กก้าวร้าว จะเอาคนมาสั่งสอน ทำให้เกิดความกลัวขึ้นมา ”

น.ส.เอฯ และเพื่อนๆ เล่าว่า ช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ไม่รู้ด้วยว่าชายคนนี้เป็นใคร เขียนมาบอกว่าเป็น สท.ทำให้ยิ่งเกิดความกลัวมากขึ้น แต่พอเรามาเช็คดูจากเพจเขา และมีคนให้ข้อมูลในเพจ ทราบว่าเขาเป็นอดีต ผอ.โรงเรียนแห่งหนึ่งที่เกษียณไปแล้ว เคยมีคนลองโทรไปเขาก็บอกจะให้เงิน 1,000-1,500 บาท หรือไม่ก็บอกจะรับเลี้ยงดู กำลังจะนัดชวนคนที่ถูกลักษณะนี้ ไปกินข้าวเล่าเรื่องที่เจอมาให้กันฟัง ล่าสุด รับการติดต่อจากลูกสาวเขา เขาบอกขอโทษแทนพ่อเขาด้วย เพราะพ่อเขามีอาการทางจิต

ผู้สื่อข่าวติดต่อไปยังหมายเลขโทรศัพท์ตามที่ น.ส.เอฯ ได้รับเศษกระดาษมา เพื่อขอนัดสัมภาษณ์ข้อเท็จจริงจากเรื่องที่เกิดขึ้น แต่โทรศัพท์ถูกปิดเครื่องไว้ ไม่สามารถติดต่อได้…

นทท.1.6แสนลงเรือชมทะเลบัวแดงช่วงปีใหม่

นักท่องเที่ยวล่องเรือชม “ความงานมหัศจรรย์ ทะเลบัวแดง” ไม่ขาดสายจนทะลุ 1.6 แสนคน ชาวเรือรับตรง 7.8 ล้านบาท ปธ.หอการค้าอุดรฯ ระบุเป็นตัวอย่างท่องเที่ยวโดยชุมชน ภาคเอกชนอุดรฯจับมือจังหวัด ผลักดันเพิ่มศักยภาพในพื้นที่อื่น

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก “ทะเลบัวแดง” หนองหานกุมภวาปี จ.อุดรธานี ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่ 2561 ซึ่งเป็นปีที่ “ดอกบัวแดง” เกิดเป็นผืนใหญ่สวยงาม มากกว่าหลายปีที่ผ่านมา ขณะที่ “ท่าเรือท่องเที่ยว” รอบพื้นที่กว่า 25,000 ไร่ รวม 6 ท่าเรือ คือ บ้านเดียม-บ้านดอนคง-บ้านคอนสาย-บ้านแชแล-บ้านโนนน้ำย้อย-บ้านเชียงแหว นำเรือเล็ก-ใหญ่ ออกให้บริการเที่ยวละ 300-500 บาท จากเรือทั้งหมด 367 ลำ ทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมา ในทุกท่าเรือมากกว่าปีที่ผ่านมา
3
เริ่มจากท่าเรือบ้านเดียม ต.เชียงแหว อ.กุมภวาปี เก็บสถิติจากนักท่องเที่ยว ลงเรือล่องชมทะเลบัแดง เริ่มตั้งแต่พิธีบวงสรวง วันที่ 25 พฤศจิกายน – 30 พฤศจิกายน มีผู้ลงเรือชมทะเลบัวแดง 691 เที่ยว 5,528 คน โดยท่าเรืออื่นยังไม่เปิดบริการ , ตั้งแต่ 1 ธันวาคม – 31 ธันวาคม ทุกท่าเรือให้บริการรวม 12,830 เที่ยว จำนวน 102,851 คน โดยท่าเรือบ้านเดียมมีการลงเรืองสูงสุด 8,555 เที่ยว 86,440 คน มีรายได้กระจายไปหลายครัวเรือน

สำหรับช่วงส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่ 31 ธันวาคม – 2 มกราคม “ท่าเรือบ้านเดียม” ยังคงได้รับความสนใจ มีนักท่องเทียวเดินทางมาลงเรือ ชมความงามมหัศจรรย์ของทะเลบัวแดง 2,178 เที่ยว 17,424 คน ขณะทุกท่าเรือ 6,453 เที่ยว 55,565 คน โดยในภาพรวมตั้งแต่เรื่องฤดูท่องเที่ยว จนมาถึงช่วงเทศกาลปีใหม่ วิสาหกิจชุมชุนเรือท่องเที่ยวชมทะเลบัวแดง ออกเรือรับนักท่องเที่ยว 19,974 เที่ยว 163,944 คน มีรายได้เฉพาะค่าเรือกว่า 7.8 ล้านบาท

นายไพรสิทธิ์ สุขรมย์ ประธานวิสาหกิจเรือบ้านเดียม เปิดเผยว่า ปีนี้ธรรมชาติทำให้ “บัวแดง” เกิดและบานเป็นผืนใหญ่ ต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นฤดู ลักษณะเป็นกลุ่มแปลงใหญ่ จนถึงขณะนี้แต่ละกลุ่มบานเต็มพื้นที่ มีตั้งแต่กลุ่มบานกอละ 7-8 ดอก มาเหลือบานกอละ 2-3 ดอก มั่นใจว่าดอกบัวแดงผืนใหญ่ จะบานต่อเนื่องไปจนถึงเดือนมีนาคม โดยในช่วงนั้นนักท่องเที่ยว จะต้องมาตั้งแต่เช้าชมพระอาทิตย์ขึ้น และลงเรือไปชมดอกบัวแดง หากอากาศร้อนดอกบัวจะ “หุบ” โดยมีเวลาชมบัวแดงได้วันละ 3-4 ชม.เท่านั้น

นายธนัชชัย สามเสน ปรานหอการค้า จ.อุดรธานี เปิดเผยว่า การลงเรือชมทะเลบัวแดง ในหนองหานกุมภวาปี ถือเป็นตัวอย่าง “การท่องเที่ยวโดยชุมชน” ทำให้ชาวบ้านมีรายได้โดยตรง หอการค้าและภาคเอกชนอุดรฯ ช่วยกันสนับสนุนตั้งแต่เริ่ม ขณะที่การท่องเที่ยวโดยชุมชน ที่เริ่มเข้มแข็งแล้วก็จะมี “ลองแพอ่างน้ำพาน” อ.สร้างคอม , “ล่องแก่งชมเขา กินข้าวป่า บ้านคีรีวงกต” อ.นายูง ขณะที่หอการค้าฯกำลังเข้าไปช่วยคือ “วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวสะพานหิน-บ้านท่าลี่” อ.กุมภวาปี

2

“ อุดรธานีได้ตอบรับข้อเสนอภาคเอกชนอุดรฯ ในการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชน จัดให้มีการประชุมครั้งใหญ่ของการท่องเที่ยวชุมชน ที่มีอยู่ประสบความสำเร็จแล้ว , ที่มีอยู่กำลังเติบโต , ที่มีอยู่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ และอยากจัดการท่องเที่ยวชุมชนใหม่ เพื่อทำความเข้าใจแนวทางที่ถูกต้อง การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ จากการท่องเที่ยวชุมชนที่เข้มแข็ง ตลอดจนการรับฟังความคิดเห็นจากชุมชน เพื่อให้เกิดความเข้มแข็ง สร้างรายได้ให้กับชุมชนตนเอง ซึ่งจะเป็นรายได้ตรงถึงชุมชนนั้นๆ ”….

รถหายประกันเบี้ยว แบงค์ตามยึดนาข้าว 5 ปี ตำรวจตามเจอ

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 20 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวเดินทางไปพบนางตอง คำศิริ อายุ 50 ปี ที่บ้านพักใน ต.กุดสระ อ.เมือง จ.อุดรธานี ผู้ประสบชะตากรรมรถยนต์หาย แต่ประกันภัยชั้น 1 ไม่ยอมชดใช้ จนถูกไฟแนนซ์ฟ้องขายทอดตลาดนาผืนสุดท้าย หลังจากเมื่อวานเดินทางไปรับรถยนต์ปิกอัพ อีซูซุ ดีแมค แคป สีดำ ทะเบียน บร-6870 ร้อยเอ็ด ( ทะเบียนจริง ฆฮ-9591 กทม. )ที่ตำรวจภูธร ภาค 4 ตรวจยึดมาพร้อมกับรถคันอื่น 12 คัน โดยรถปิกอัพคันดังกล่าว ถูกนำมาจอดไว้ที่บ้าน ขณะที่นางตองฯยังไม่รู้จะดำเนินการอย่างไร

นางตอง คำศิริ เล่าว่า เมื่อกันยายน 2556 ไปค้ำประกันนางเฮมรี้ คำศิริ อายุ 45 ปี น้องสาว เช่าซื้อรถปิกอัพคันดังกล่าว จากธนาคารแห่งหนึ่ง วางเงินดาวน์ 150,000 บาท ผ่อนจ่ายเดือนละ 11,000 บาท ระยะเวลา 60 เดือน พร้อมทำประกันภัยชั้น 1 เอาไว้กับบริษัทแห่งหนึ่ง เพื่อเอาไปใช้งานค้าขายที่ภาคตะวันออก ต่อมากลางปี 2557 รถปิกอัพถูกขโมยแจ้งความไว้ที่ สภ.บ้านฉาง จ.ระยอง จึงไม่ได้ผ่อนชำระค่างวด เพราะเชื่อว่าอยู่ในสัญญาประกันภัยชั้น 1 รับผิดชอบอยู่แล้ว

“ มารู้ภายหลังว่าประกันภัยไม่เชื่อรถหายจริง ปัดความรับผิดชอบ ไม่จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้ ธนาคารได้ฟ้องผู้ซื้อ ผู้ค้ำประกัน เรียกเงินรวม 800,000 บาท เมื่อเราไม่มีเงินจ่ายธนาคาร เขาก็มาดำเนินการยึดทรัพย์ที่นา 2 ไร่ ให้ สนง.บังคับคดี จ.อุดรธานี ประกาศขายทอดตลาดแล้ว 3 ครั้ง แต่ยังไม่มีมาเสนอซื้อ ทำให้ตอนนี้ไม่รู้จะเอายังไงกันดี รถเราหายจริงๆจนตำรวจไปยึดมาได้ แต่ประกันภัยปฏิเสธไม่จ่ายเงิน จนเราถูกฟ้องร้องบังคับคดี เราชาวบ้านธรรมดาไม่รู้กฎหมาย ”

นางตองฯ กล่าวว่า ตำรวจเก่งมาก ขอบคุณตำรวจตามรถคืนมาได้ ดีใจที่ได้รถกลับคืนมา แต่ก็ยังไม่สบายใจ เพราะไม่รู้ว่าจะต้องจ่ายเงินอีกเท่าไหร่ ที่ดินที่เขามายึดไปก็ไม่รู้จะได้คืนไหม ถ้าไม่ได้ที่ดินคืน แต่ได้รถก็ยังดี อยากให้ใครที่พอจะรู้ให้คำปรึกษา กับพวกเราที่ไม่รู้กฎหมาย เพราะถ้าพวกเรารู้เรื่อง ได้รับคำปรึกษาก็คงจะไม่ต้องเป็นอย่างนี้ ตั้งแต่แรกกลัวจะถูกจับติดคุก ทำให้ต้องนอนคิดร้องไห้ ขึ้นศาลก็ไม่รู้เรื่อง ไม่ได้พูดอะไรเลย ประกันภัยรถหายก็ถูกเบี้ยว

ผวจ.สั่งคุยถูกซ้อมทวงหนี้ยาบ้าแฉ “ราชา ซาตาน”โทรสั่งยิงทิ้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.อุดรธานี มาเมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 18 มิถุนายน นายวิทยา หรือบอย อายุ 28 ปี และนายอนุชา หรือแบงก์ อายุ 22 ปี สองพี่น้องชาว ต.หมูม่น อ.เมือง จ.อุดรธานี ที่เข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองอุดรธานี ถูกแก๊งค้ายาบ้า “ราชา ซาตาน” รุมซ้อมทวงหนี้ค่ายาบ้า และถ่ายคลิปเอาไปข่มขู่ลูกหนี้ยาบ้า จนถูกนำไปเผยแพร่ในโซเชียน พร้อมญาติ เดินทางเข้าพบ นายวัชรินทร์ สุตลาวดี นายอำเภอเมืองอุดรธานี , ว่าที่ ร.ต.พงษ์สิทธิ์ เปรยะโพธิเดชะ ป้องกันจังหวัดอุดรธานี และ ปส.อุดรธานี ที่ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอเมืองอุดรธานี

นายวัชรินทร์ สุตลาวดี นายอำเภอเมืองอุดรธานี แจ้งว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและตกเป็นข่าว นายวัฒนา พุฒิชาติ ผู้ว่าราชการ จ.อุดรธานี ได้มีความห่วงใยสั่งการมาให้อำเภอ และป้องกันจังหวัด ซึ่งมีหน้าที่ในการป้องกัน และปราบปรามยาเสพติดอยู่แล้ว เชิญผู้เสียหายและญาติมาสอบถาม ซึ่งก็ได้รับยืนยันจากสองพี่น้องว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นจริงตามที่แจ้งกับตำรวจ คือเสพยาบ้ามาประมาณ 1 ปีเศษ โดยซื้อกับ “นายหก” ที่อ้างว่าเป็นลูกน้องตำรวจใน จ.อุดรธานี ต่อมานายหกฯชวนมาขายยาบ้า ให้กับเครือข่าย “ราชา ซาตาน” ก็จะได้รับการคุ้มครองด้วย

นายบอยฯ ระบุว่าทำคนเดียว โดยติดต่อเข้าไปในเพจ “ราชา ซาตาน” โดยมีนายหกฯรับรอง ไม่กี่วันรับแจ้งไปรับยาบ้า 50 เม็ด ที่หลักกิโลเมตร บ.งอย ต.นาข่า อ.เมือง จ.อุดรธานี ตอนตี 2 วันที่ 20 เม.ย.ที่ผ่านมา สัญญาจะโอนเงิน 6,000 บาท ให้ตามบัญชีที่แจ้งมาภายใน 2-3 วัน แต่ก็ยังไม่ได้โอนเพราะเก็บเงินไม่ได้ จนวันที่ 24 พ.ค.ที่ผ่านมา ตัวแทนราชา ซาตาน โทรบอกให้ไปรับยาบ้าอีกที่ บ.หนองแก ต.หนองนาคำ อ.เมือง จ.อุดรธานี จึงชวนนายแบงค์ฯน้องชายไปเป็นเพื่อน ไปถึงที่เกิดเหตุจึงรู้ว่าถูกหลอกมา

“ มีชายฉกรรจ์พูดสำเนียงอีสาน 3 คน มีผาคลุมปิดบังใบหน้า ใช้อาวุธปืนจี้บังคับ ก่อนใช้มือ เท้า ไม้เบสบอลทำร้าย บังคับให้ใช้หนี้ค่ายาบ้า โดยชายที่มีอาวุธปืนสั้นมาข่มขู่ ได้รับโทรศัพท์จากเจ้านาย แล้วให้คุยกับเราสองพี่น้อง ด้วยการเปิดเสียงลำโพง ชายคนปลายสายถามที่จำได้ว่าคือ “เป็นเด็กของไอ้หกใช่ไหม” จากนั้นคนมีปืนก็เอาโทรศัพท์ไปคุย ได้ยินเสียงปลายสายว่า “ตีมันให้สลบ และเอาไปยิงทิ้ง” แต่โชคดีมีรถยนต์ขับเข้ามา คนร้ายทั้งหมดจึงแยกย้ายกันหนี โดยยึดเอาโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง , กุญแจ จยย. และตัดสายคันเร่ง จยย. จึงชวนกันวิ่งหนีลงกลางทุ่งนา ”

สองพี่น้อง เล่าต่อว่า เมื่อหนีออกมาได้ก็เก็บตัวเงียบ ไม่กล้าจะออกจากบ้านไปไหน จนมีคนมาเล่าให้ฟังว่านายหกฯถุกทำร้าย จึงเดินทางไปสอบถามที่บ้าน นายหกฯถูกทำร้ายที่บ้าน จนดวงตาบอดไป 1 ข้าง หลังจากเกิดเหตุเราถูกซ้อม 2-3 วัน และยังบอกว่าเป็นฝีมือเรา ก็ปฏิเสธว่าก็เก็บตัวเหมือนกัน ซึ่งนายหกฯเล่าด้วยว่า เห็นเห็นคลิปตอนเราถูกทำร้ายด้วย จนคลิปถูกเผยแพร่ทางโซเซียน จึงไปปรึกษาญาติๆ ตัดสินใจเข้ามาพบตำรวจ เพราะกลัวจะถูกอุ้มไปฆ่าทิ้ง

นายวัชรินทร์ สุตลาวดี นายอำเภอเมืองอุดรธานี เปิดเผยว่า ทุกฝ่ายได้ร่วมกันป้องกันและแก้ไขปัญหา ความสงบเรียบร้อยโดยเฉพาะยาเสพติด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตำรวจก็มีหน้าที่ สอบสวนติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุ ฝ่ายปกครองก็จะเข้ามาทำงาน ร่วมกันเป็นคู่ขนาดพร้อมๆกัน ผู้เสียหายยืนยันคำให้การกับฝ่ายปกครอง ก็เหมือนกับให้การเหมือนตำรวจ ขณะเราก็มีข้อสอบถามเพิ่มเติม อาทิการเข้าไปเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐอย่างไร ซึ่งทั้งสองยังห่วงเรื่องความปลอดภัย แต่ไม่ได้ร้องขอการคุ้มครอง โดยจะขอดูแลตัวเอง รอติดตามผลคดีในพื้นที่ จึงแจ้งให้ทราบว่าสามารถติดต่อตน และป้องกันจังหวัดได้ตลอดเวลา

พล.ต.ต.พีระพงศ์ วงษ์สมาน ผบก.ภ.จ.อุดรธานี เปิดเผยว่า พล.ต.ท.สุรชัย ควรเดชะคุปต์ ผบช.ภ.4 และ พล.ต.ท.สมหมาย กองวิสัยสุข ผู้บัญชาการปราบปรามยาเสพติด ได้ให้ความสนใจเรื่องที่มีการซ้อมกันในคลิป ได้สั่งการให้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบ สะสางคดีนี้ให้ได้ ซึ่งสังคมวิพากษ์วิจารณ์ว่า คนทำคลิปจะเป็นคนร้ายธรรมดา หรือตำรวจ เพื่อตอบคำถามสังคมให้ได้ ถือว่าเป็นคดีอาญาที่ประชาชนให้ความสนใจ จึงต้องทำงานด้วยความรอบคอบ รัดกุม จะชี้เป็นอย่างใดอย่างหนึ่งตามความรู้สึก โดยปราศจากหลักฐานและพยานไม่ได้ ตำรวจเร่งทำงานกันทั้งฝ่ายสอบสวนและฝ่ายสืบสวน ต้องใช้เวลาอีกเล็กน้อย

“ ส่วนที่บอกว่าเรื่องนี้มีตำรวจเข้ามาเกี่ยวข้องนั้น ก็อย่างที่บอกว่า จะใช้ความรู้สึกไม่ได้ จะไปสมมุติ จะไปเชื่อว่าเป็นตำรวจเอาเองไม่ได้ ต้องมีพยานและหลักฐานว่าเขาเป็นตำรวจหรือไม่ มีการกระทำผิดอย่างไร ต้องมีหลักฐานมายัน จะเป็นตำรวจหรือพลเรือน ต้องพยายามคลี่คลายให้ได้ว่า เขาเป็นใคร เพราะมันเป็นความผิดแน่ชัดอยู่แล้ว ต้องถูกดำเนินคดีแน่ๆ ในเร็ววันไม่นาน ส่วนผู้ก่อเหตุ ตำรวจรู้ตัวแล้ว ทางการสืบสวนก็มีเป้าหมายอยู่แล้ว 5 คน ไม่เกิน 7 คน ต้องพิสูจน์ทราบว่าใช่หรือไม่อย่างไร ถ้าใช่ต้องหาพยานหลักฐานมาสอดรับกันให้ได้ “

สั่งล่า“ไอ้หก”อ้างสีกากีคุ้มหัวแก๊งยา“ราชา ซาตาน”

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.อุดรธานี มาเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ต.ท.ผลิตอรัญ บุญมาตุ่น รอง ผกก.สอบสวน สภ.เมืองอุดรธานี นำนายวิทยา หรือบอย อายุ 28 ปี และนายอนุชา หรือแบงก์ อายุ 22 ปี สองพี่น้องชาว ต.หมูม่น อ.เมือง จ.อุดรธานี ผู้เสียหายถูกชาย 3 คน รุมซ้อมทวงหนี้ยาบ้าแก๊ง “ราชา ซาตาน” และถ่ายคลิปส่งไปข่มขู่ผู้ค้าคนอื่น จนถูกนำไปโพสลงโลกโซเชียน กลัวถูกอุ้มฆ่าจึงมาแจ้งความ ไปชี้จุดเกิดเหตุปากทางเข้าวัดป่าศรีรัตนนิมิต ถนนอุดรธานี –สกลนคร บ้านหนองแก ต.หนองนาคำ อ.เมือง จ.อุดรธานี

นายบอย และนายแบงค์ สองพี่น้อง ไปชี้จุดเกิดเหตุ เป็นที่เปลี่ยวห่างจากถนนใหญ่ 50 เมตร อยู่ระหว่างกำแพงคอนกรีตโรงงาน และทุ่งนาว่าง ห่างจากโรงสีข้าว 500 เมตร ตั้งแต่จุดจอดรถ จักรยานยนต์ จุดที่มาพบกับชายฉกรรจ์ 3 คน จุดที่ถูกทำร้ายนอนอยู่กับพื้น จนต้องร้องไห้ขอชีวิต และโชคดีที่มีรถปิกอัพผ่านมาหน้าวัด กลุ่มคนที่รุมซ้อมตกใจ แยกย้ายกันหลบหนี จึงถือโอกาสวิ่งหนีลงทุ่งนา ที่พบเสื้อของนายแบงค์ฯถอดทิ้ง ก่อนจะไปขอความช่วยเหลือ ยามของโรงสีโทรแจ้งรถพยาบาล เมื่อกลับมาเอา จยย.พบถูกตัดสายคันเร่ง

นายบอยฯ เล่าว่า เวลาราวตี 2 วันที่ 24 พฤษภาคมที่ผ่านมา “ แก๊งราชา ซาตาน” โทรให้ไปรับยาบ้าที่จุดเกิดเหตุ จึงชวนน้องชายไปเป็นเพื่อน พบชายฉกรรจ์ 3 คน ขี่รถ จยย.ฮอนด้า CBR ไม่ทราบสี และฮอนด้า เวฟ 125 แบบแต่ง ไม่ทราบสี ได้ใช้อาวุธปืนข่มขู่ก่อนรุมซ้อม ด้วยมือ-เท้า-ไม้เบสบอล เพื่อบังคับเอาเงินค่ายาบ้า 6,000 บาท มีคนในกลุ่มสั่งว่า “กระทืบให้สลบแล้วเอาไปยิงทิ้ง” โชคดีมีรถปิกอัพขับมาจอดหน้าประตูวัด ทั้งหมดจึงพากันขี่รถหลบหนีไป สองพี่น้องก็วิ่งหนีเอาชีวิตรอดมาได้

“ เราสองพี่น้องเสพยาบ้า ช่วงที่ตกงานมีเพื่อนบ้านเดียวกัน ชื่อนายหก อ้างว่าทำงานอยู่กับตำรวจคนหนึ่ง ประจำอยู่โรงพักใน จ.อุดรธานี มาชวนให้ไปขายยาบ้าให้ตำรวจคนนั้น โดยติดต่อผ่านเพจราชา ซาตาน เขาจะวางงานให้ทำกันทอดๆ เป็นขบวนการ ก็เชื่อว่าเป็นตำรวจจริง หลังจากที่ได้นำยาบ้า 50 เม็ดมาขาย โดยไปรับเอาตามจุดที่นัดหมาย แต่ยังเก็บเงินไม่ได้จึงไม่มีเงินส่ง และถูกหลอกมาซ้อม และเกือบจะถูกเอาไปยิงทิ้ง ”

นายบอยฯ เล่าต่อว่า หลังเกิดเหตุเราก็ไม่กล้าแจ้งความ เพราะเชื่อว่ามีตำรวจไปเกี่ยวข้อง อยู่แต่ในบ้านไม่กล้าออกไปไหน เพราะกลัวจะถูกอุ้มไปฆ่าทิ้ง แต่พอเห็นคลิปหลุดออกมา ยิ่งกลัวว่าพวกเราจะไม่ปลอดภัย กลัวแก๊งยาบ้าแก็งนี้ไม่ยอม จึงต้องยอมมาแจ้งความกับตำรวจ แม้แจ้งความแล้วก็ยังไม่สบายใจ เพราะยังจับคนร้ายไม่ได้ เกรงจะกลับมาทำร้ายพวกเราอีก

ทางด้าน พล.ต.ต พีระพงศ์ วงษ์สมาน ผบก.ภ.จว.อุดรธานี เปิดเผยว่า ได้รับรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว ได้สั่งการให้ทางพนักงานสอบสวน สอบปากคำผู้ที่เข้าแจ้งความให้ละเอียดให้ได้ข้อมูลที่สุด เพื่อจะหาตัวกลุ่มบุคคลที่ผู้เสียหายระบุว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง ส่วนการนำตัวนายหกฯ มาสอบปากคำ รวมทั้งผู้เสียหายที่แจ้งความ ก็ไม่ได้ระบุว่าเป็นตำรวจคนไหน ที่เข้าไปเกี่ยวข้องจริงหรือไม่ ซึ่งผู้เสียหายที่แจ้งความห่วงเรื่องความปลอดภัย ได้สั่งการตำรวจเข้าไปตรวจสอบดูแล แต่ทั้งนี้หากมีการสืบสวนสอบสวนพบว่า มีตำรวจเข้าเกี่ยวข้องจริง จะดำเนินตามกฎหมาย ทั้งทางวินัยและอาญาแน่นอน

สนข.ศึกษาระบบขนส่งสาธารณะอุดรทางผ่านรางคู่-ความเร็วสูง

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 16 มิถุนายน ที่ห้องประชุมทุ่งศรีเมือง โรงแรมเซ็นทาราคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ทน.อุดรธานี นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผอ.สนง.นโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เป็นประธานเปิดประชุมสัมมนาและรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 1 (ปฐมนิเทศโครงการ) โครงการศึกษาแผนแม่บทการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะในเขตเมืองอุดรธานี โดยมีนายสิธิชัย จินดาหลวง รอง ผวจ.อุดรธานี กล่าวต้อนรับ และมีผู้แทนจากหน่วยงานเกี่ยวข้อง ภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน ร่วมการประชุมสัมมนาฯ

นายสิธิชัย จินดาหลวง รอง ผวจ.อุดรธานี กล่าวว่า เมืองขนาดใหญ่กำลังมีปัญหาจราจร แม้ว่าเมืองอุดรธานีจะมีผังเมืองดี มีถนนมาตรฐานจำนวนมาก แต่จำนวนรถที่เพิ่มมากขึ้น เพราะขาดระบบขนส่งมวลชนมีประสิทธิภาพ และรถที่วิ่งอยู่บนท้องถนนขาดวินัยมาก การที่ สนข.เข้ามาศึกษาทำแผนแม่บทฯครั้งนี้ ชาวอุดรธานีต้องช่วยกันสะท้อนปัญหา และขอความร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่ ให้การสนับสนุนการศึกษาใน 1 ปีเศษ เพราะหากเราไม่มีแผนรองรับ เป้าหมายจะเป็นสมาร์ทซีตี้ และไมส์ซิตี้ ก็จะเป็นไปไม่ได้

นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผอ.สนข. กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว โดยเน้นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการคมนาคมขนส่ง จากถนนมาเป็นระบบ“ราง” เช่น การพัฒนารถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ในกรุงเทพฯและปริมณฑล รถไฟรางคู่ และรถไฟทางความเร็วสูง เพื่อเชื่อมกรุงเทพฯกับภูมิภาค ด้วยการกำหนดกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของไทยระยะ 5 ปี เริ่มตั้งแต่ พ.ศ.2558-2565 และเริ่มมาในภาคอีสานก่อน จากกรุงเทพฯ-นครราชสีมา จากนั้นจะเป็นนครราชสีมา-หนองคาย เมืองที่รถไฟผ่านจะต้องเติบโตให้เป็นระบบ

“ สนข.ได้ศึกษาระบบขนส่งมวลชนและจราจร เมืองที่ระบบรางผ่านคือ จ.นครราชสีมาที่ครม.ให้ความเป็นชอบแล้ว และ จ.ขอนแก่นที่ใกล้จะเข้า ครม. ก็ได้มาทำการศึกษาอุดรธานี ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางคมนาคม-ท่องเที่ยวภาคอีสานตอนบน มีศักยภาพในด้านถนน-รถไฟ-เครื่องบิน และกำลังขับเคลื่อนนิคมอุตสาหกรรม ไม่อยากเห็นการออกมาคัดค้าน หลังจากที่ทำการศึกษาไปแล้ว จึงกำชับให้ สนข.และผู้รับผิดชอบ ต้องให้ความสำคัญในการลงพื้นที่จริง เพื่อรับข้อเสนอแนะ ข้อกังวน ตลอดจนข้อห่วงใย เพื่อนำมาใช้ประกอบการพิจารณา โดยเรามีเวลาจำกัดอีก 14 เดือนเท่านั้น ”

นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผอ.สนข. กล่าวอีกว่า การศึกษาครั้งนี้จะได้งาน 4 ส่วน คือ 1.แผนแม่บทระบบขนส่งสาธารณะ จะเลือกใช้ระบบใด BRT-แทรม-รางเดี่ยว-MRT เพื่อเชื่อมโยงให้เกิดประสิทธิภาพ , 2. แผนออกแบบเบื้องต้นนำร่อง 1 เส้นทาง ที่เหมาะสมที่สุด , 3.แผนการจัดระบบจราจรในเขตพื้นที่ศึกษา แก้ไขปัญหาจราจรอย่างเป็นระบบ และ 4.แผนพัฒนาพื้นที่โดยสารรอบสถานีสาธารณะหลัก รมทั้งจุดจอดแล้วจนในพื้นที่ศึกษา

นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผอ.สนข. ตอบข้อซักถามด้วยว่า แผนแม่บทจะต้องให้ ครม.เห็นชอบ จึงจะถือว่าเสร็จสมบูรณ์ อย่างกรณีของ จ.นครราชสีมา ครม.ให้ความเห็นชอบไปแล้ว แต่ในพื้นที่ยังไม่มีการขยับอะไรชัดเจน รัฐบาลได้มอบหมายให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เข้ามาดูเพื่อหาภาคเอกชนมาร่วมทุน ส่วนที่ จ.ขอนแก่น การศึกษาอยู่ในช่วงสุดท้าย ที่นี่ภาคเอกชนพื้นที่รวมตัวกัน ก็จะมีความชัดเจนไปอีกรูปแบบ ของ จ.อุดรธานี ก็อยู่ในช่วงศึกษาจะเอาระบบไหน คงไม่ถึงรถไฟฟ้าขนาดใหญ่ และการลงทุนรัฐนาจะต้องมาช่วย

คลิปซ้อมสองพี่น้องเบี้ยวเงินยาบ้าทีมซ้อมถ่ายเอง

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.อุดรธานี มาเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน ที่ สภ.เมืองอุดรธานี นายอนุชา หรือแบงก์ อายุ 22 ปี ราษฎร ต.หมูม่น อ.เมือง อุดรธานี ที่เข้าร้องเรียนต่อ พ.ต.อ.วิทยา เหลาทอง รอง ผบก.ภ.จว.อุดรธานี ถูกคนเด็กคนมีสีซ้อมทวงหนี้ยาบ้า กลัวถูกอุ้มหลังมีคลิปขณะถูกซ้อม เผยแพร่ในโลกโซเซียน ได้นำนายวิทยา หรือบอย อายุ 28 ปี พี่ชาย ซึ่งเป็นเหยื่ออีกคนเข้าให้ปากคำต่อ พร้อม น้องชาย 2 เหยื่อเด็กคนมีสีซ้อมทวงหนี้ยาบ้า พ.ต.ท.ผลิตอรัญ บุญมาตุ่น รอง ผกก.สอบสวน สภ.เมืองอุดรธานี เพื่อดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุ โดยทั้งสองถูกแยกสอบสวน

นายอนุชา หรือแบงก์ เปิดเผยว่า เมื่อวานได้เข้าแจ้งความและถูกสอบปากคำไปบางส่วน เพราะคนที่รู้เรื่องดีที่สุดคือพี่ชาย เพราะพี่ชายเป็นคนติดต่อกับกลุ่มคนที่รุมทำร้าย เพื่อทำงานส่งยาบ้าให้กับกลุ่มนี้ วันนี้ พ.ต.อ.ภูมิวิทย์ เวชกามา ผกก.สภ.เมืองอุดรธานี ได้ให้ตำรวจไปตามพี่ชายฯมาให้ข้อมูลทั้งหมด พร้อมทั้งแจ้งความเรื่องถูกทำร้ายเพิ่มเติมด้วย หลังจากสอบปากคำตำรวจจะพาไปจุดเกิดเหตุ และจะไปตามชายที่ชื่อว่า “หก” ที่ระบุว่าเป็น 1ใน 3 ที่ทำร้ายร่างกาย ซึ่งเป็นชาวบ้านและตำรวจกับตำรวจนอกเครื่องแบบ เพื่อดำเนินคดีและสอบสวนหาผู้บงการอยู่เบื้องหลัง

พ.ต.อ.ภูมิวิทย์ เวชกามา ผกก.สภ.เมืองอุดรธานี เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ตำรวจเชิญนายวิทยา ซึ่งถูกทำร้ายอีกคนมาสอบสวนปากคำ เพื่อเป็นหลักฐานในการจับกุมผู้กระทำผิดทั้งหมดมาดำเนินคดีข้อหา “ทำร้ายร่างกาย” และสืบสวนหาผู้ที่อยู่เบื้องหลังสั่งทำร้ายในครั้งนี้ ซึ่งทราบว่าคลิปดังกล่าว ถูกส่งไปให้ผู้ที่ปฏิเสธเข้าร่วมแก๊ง และถูกจับกุมดำเนินคดี เป็นการข่มขู่และเยาะเย้ย ซึ่งได้สั่งพนักงานสอบสวน ทำอย่างตรงไปตรงมา ส่วนผู้เสียหายต้องให้ปากคำอย่างชัดเจน ไม่อ้อมค้อม พร้อมกับสั่งให้ชุดสืบสวนไปสืบสวน จับกุมตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดี และสาวให้ถึงผู้อยู่เบื้องหลัง จะเป็นใครก็ตามจะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา โดยว่าการไปตามกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า คลิปภาพที่นายบอยฯและนายแบงก์ฯถูกทำร้าย เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา เป็นภาพที่ถ่ายโดยกลุ่มคนที่รุมทำร้าย แล้วได้ส่งภาพไปให้ข่มขู่ “วิญญาณ” ญาติของนายบอยฯและนายแบงก์ ว่าคนที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามและเบี้ยว “ราชา ซาตาน” จะต้องตกอยู่ในสภาพนี้ หลังจากที่นายวิญญาณถูกจับ พร้อมยาบ้า 81 เม็ด ที่ไม่ได้เอามาจาก “ราชา ซาตาน” เพื่อหวังจะข่มขู่ให้หวาดกลัว แต่นายวิญญาณฯกลับให้คนสนิท นำคลิปนี้ออกเผยแพร่ในโลกโซเชียน

จับ2หนุ่มสั่งยาบ้า1.8หมื่นเม็ดส่งทางพัสดุเอกชน

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 15 มิถุนายน พ.ต.อ.จักรพงษ์ เคนหวาย ผกก.สภ.กุดจับ จ.อุดรธานี ได้มอบหมายให้ พ.ต.ท.มนต์ชัย ไชยกูล สวป.สภ.กุดจับ , พ.ต.ท.ประศักดิ์ ไหว้พรหม สว.สส.สภ.กุดจับ ทำการสอบสวน นายภานุพงษ์ ทลทอง หรือ ปลาไหล อายุ 19 ปี ชาว ต.กุดจับ อ.กุดจับ และนายณัฐวุฒิ หรือ เฟรม เกษสว่าง อายุ 24 ปี ชาว ต.กุดจับ อ.กุดจับ ผู้ต้องหาร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า,ยาไอซ์) เสพและครอบครองเพื่อจำหน่าย พร้อมของกลาง ยาบ้า 18,620 เม็ด ยาไอซ์ 16.48 กรัม บรรจุในกล่องพัสดุของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง

พ.ต.ท.มนต์ชัย ไชยกูล สวป.สภ.กุดจับ เปิดเผยว่า เมื่อวาน (14 มิ.ย.61) ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่รับ-ส่งพัสดุบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง สาขา อ.กุดจับ ให้ส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ กล่องพัสดุที่ส่งมาจาก กทม. 2 กล่อง โดยชื่อผู้ส่งต้นทาง ที่อยู่ โทรศัพท์ เดียวกัน เมื่อพนักงานนำกล่องพัสดุไปส่งตามชื่อที่อยู่ผู้รับปลายทาง ผู้รับบอกว่าให้นำกลับไปที่บริษัทฯ จะมีคนไปรับกล่องพัสดุที่บริษัทฯเอง รู้สึกผิดสังเกตเพราะส่วนใหญ่ มีแต่คนรอรับพัสดุอยู่ที่บ้าน แต่ครั้งนี้กลับมาจะมีคนไปรับภายหลัง สงสัยว่าอาจจะมีสิ่งของผิดกฎหมาย

“ เมื่อเจ้าหน้าที่ออกไปตรวจสอบ พบว่ามีผู้มารับพัสดุทั้ง 2 กล่องแทนผู้รับที่มีชื่ออยู่หน้ากล่อง คือ นายภานุพงษ์ ทลทอง หรือ ปลาไหล อายุ 19 ปี จึงขอเปิดกล่องตรวจสอบ เมื่อพบว่า มียาบ้ารวม 18,620 เม็ด และยาไอซ์ 16.48 กรัม ห่อในกระดาษฟรอยซ์สีเงิน หุ่มด้วยพลาสติกกันกระแทกอีกชั้น เพื่อป้องกันกลิ่นของยาบ้า และป้องกันการเอกซเรย์ จึงควบคุมตัวไปทำการสอบสวน ตรวจปัสสาวะพบว่าเป็นสีม่วง รับสารภาพรับจ้างมารับพัสดุ ไปส่งต่อให้นายโอม ไม่ทราบชื่อสกุลจริง ได้ค่าจ้าง 200 บา และยาบ้า 1 เม็ด ”

จากนั้น พ.ต.ท.ประศักดิ์ ไหว้พรหม สว.สส.สภ.กุดจับ พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน เดินทางออกไปยังบ้านเลขที่ตามที่กล่องพัสดุทั้ง 2 กล่องระบุ พร้อมชื่อผู้รับ คือ นายณัฐวุฒิ หรือ เฟรม เกษสว่าง อยู่ที่ ต.กุดจับ อ.กุดจับ ที่อยู่ที่บ้าน ตำรวจจึงควบคุมตัวนายณัฐวุฒิฯ มาสอบปากคำ โดยพัสดุ 2 กล่องนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เช็คแล้ว ถูกส่งมาจากพื้นที่เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ ทราบว่าชื่อผู้ส่งเป็นชายอายุ 16 ปี ที่นำพัสดุมาส่ง

พ.ต.ท.ประศักดิ์ ไหว้พรหม สว.สส.สภ.กุดจับ เปิดเผยว่า นายณัฐวุฒิฯให้การว่า นายโอมฯเป็นผู้สั่งยาบ้า ส่วนยาไอซ์ ส่งมาให้ทดลองขายเพื่อทำตลาด โดยให้นายณัฐวุฒิฯ ดำเนินการแทน ซึ่งทางตำรวจจะหาหลักฐานเชื่อมโยงไปให้ถึงทุกคนที่เกี่ยวข้อง ส่วนต้นทางที่ส่งยาบ้ายาไอซ์มาทางบริษัทขนส่งเอกชน เบื้องต้นทราบใช้ชื่อเป็นเด็กนักเรียน อายุ 16 ปี ไม่รู้ว่าจะเป็นชื่อสกุลจริงหรือเป็นกรณีอื่น พนักงานสอบสวนจะออกหมายเรียก มาให้ปากคำก่อน รวมทั้งจะขอภาพกล้องวงจรปิดทางบริษัทขนส่งเอกชนต้นทาง

หนุ่มคลิปถูกซ้อมเบี้ยวยาบ้าโผล่ หวั่นสีกากีนอกรีดอุ้ม

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 15 มิถุนายน นายอนุชา หรือแบงก์ อายุ 22 ปี ราษฎร ต.หมูม่น อ.เมือง อุดรธานี และวิทยา หรือบอย ดีน้อย อายุ 28 ปี พร้อมญาติ เดินทางขอเข้าพบ พ.ต.อ.วิทยา ทองเหลา รอง ผบก. รักษาการ ผบก.ภ.จว.อุดรธานี ขอความเป็นธรรมและหวั่นไม่ปลอดภัยในชีวิต หลังจากคลิปตนเอง นายวิทยา หรือบอย อายุ 28 ปี พี่ชาย ถูกชายฉกรรจ์ซ้อมด้วยมือ-เท้า ไม้เบสบอล และขู่ด้วยอาวุธปืน ถูกเผยแพร่ในโลกสังคมออนไลน์ ระบุว่า “เบี้ยวค่ายาบ้าจึงถูกซ้อม 3 คน” โดยระบุว่าเหตุเกิดที่ จ.อุดรธานี ไม่ใช่ที่ จ.ร้อยเอ็ด

พ.ต.อ.วิทยา ทองเหลา รอง ผบก.ภ.จว.อุดรธานี ได้ให้นายแบงก์ฯ และญาติ เข้าพบภายในห้องทำงาน โดยไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าฟัง ไม่นานได้วิทยุแจ้งให้ พ.ต.ท.สิทธิพงษ์ ปัญจนะ รอง ผกก.หัวหน้าสถานีตำรวจนาข่า อ.เมือง เข้าพบร่วมรับฟังข้อร้องเรียน และเปิดดูคลิป วิดีโอ.นานเกือบ 1 ชม. จากนั้น พ.ต.ท.สิทธิพงษ์ฯ พานายแบงก์ฯ เดินทางออกจาก ภ.จว.อุดรธานีไปที่เกิดเหตุ เพื่อยืนยันท้องที่เกิดเหตุ และเมื่อกลับมาได้นำนายแบงก์ เข้าพบกับ พ.ต.ท.ประยงค์ จอมสมสา หน.กลุ่มงานสอบสวน สภ.เมืองอุดรธานี เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับชายฉกรรจ์ในคลิป

นายอนุชา หรือแบงค์ เล่าว่า ตนและพี่ชาย ถูกชายฉกรรจ์หลอกไปรุมทำร้าย ที่ทุ่งนาบ้านหนองแก ต.หนองนาคำ อ.เมือง จ.อุดรธานี เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยคนในกลุ่มที่ทำร้ายได้ถ่ายคลิปวีดีโอไว้ สาเหตุเพราะพี่ชาย ค้างค่ายาบ้า 6,000 บาท โดยตนและพี่ชายเสพและขายยาบ้า โดยยาบ้าเป็นของตำรวจในพื้นที่ อ.เมือง อุดรธานี ในนาม “ราชา ซาตาน” เอามาให้ขายจึงจะไม่ถูกจับ และได้เสพยาบ้าฟรีด้วย ซึ่งในกลุ่มผู้เสพและผู้ค้ายาบ้าในเขต ต.หมูม่น ต.นาข่า ต.บ้านขาว อ.เมืองอุดรธานี รู้จักดี แต่ถ้าไม่ขายให้และขายให้แก๊งอื่นจะถูกจับ

“ วันถูกซ้อมพี่ชายบอกมีโทรศัพท์แจ้ง ให้ไปรับยาบ้าที่บ้านหนองแกมาขาย เมื่อเราสองคนไปถึงจุดนัดหมาย พบชายฉกรรจ์ใช้ผ้าคลุมใบหน้า 3 คน ทวงถามเอาเงินค่ายาบ้าจากพี่ชาย 6,000 บาทที่ค้างไว้ แต่พี่ชายบอกว่าไม่มี เพราะเก็บเงินจากลูกค้าไม่ได้ ทำให้ถูกชายฉกรรจ์รุมซ้อม และตีด้วยไม้เบสบอล ผมเห็นพี่ชายถูกทำร้าย ก็ได้วิ่งหนีลงทุ่งนา ชายฉกรรจ์ได้ตามมาทันและรุมทำร้าย ลากตัวกลับไปซ้อมนานราว 1 ชม. แต่ไม่รู้ว่ามีการถ่ายคลิป หลังถูกซ้อมมีสภาพเกือบหมดสติ ต่างช่วยประคองกันกลับบ้าน โดยไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง ”

นายอนุชาฯ เล่าต่อว่า หลังเกิดเหตุเก็บตัวอยู่ในบ้าน จนมีคลิปถูกเผยแพร่ออกมา เป็นภาพตนและพี่ชายถูกทำร้าย ไม่ใช่เหตุการณ์ที่ จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งกลุ่มคนรุมทำร้ายน่าจะถ่ายไว้ ทำให้ตนและพี่ชายตกใจมาก เกรงว่าชีวิตสองพี่น้องจะไม่ปลอดภัย อาจจะถูกอุ้มหายสาบสูญ จึงปรึกษาคนรู้จักตัดสินใจมาแสดงตัว มาพบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอุดรธานี แจ้งความไว้เพื่อความปลอดภัย ส่วนพี่ชายตามมาแจ้งความอีกคน

พ.ต.อ.วิทยา ทองเหลา รอง ผบก.ภ.จ.อุดรธานี เปิดเผยว่า หลังจากสอบปากคำเบื้องต้น ได้เชิญ พ.ต.ท.สิทธิพงษ์ ปัญจนะ รอง ผกก.สอบสวน สภ.นาข่า อ.เมืองอุดรธานี นำตัวนายอนุชาไปชี้จุด พบว่าเหตุเกิดในเขต สภ.เมืองอุดรธานี จึงได้นำตัวไปแจ้งความ และให้นำพี่ชายมาแจ้งความด้วย เพื่อดำเนินการต่อไป ส่วนเรื่องที่อ้างว่าถูกตำรวจบังคับให้ขายยาบ้านั้น จะได้สอบสวนหาข้อเท็จจริง เพื่อดำเนินการต่อไป

« Older Entries