“เตือนใจ”ตามติดโรงยางอุดรฯเหม็นละเมิดสิทธิต่อเนื่อง

“เตือนใจ” เดินหน้าช่วยชาวบ้านพ้นทุกขเวทนา ทนเหม็นโรงงานยางแท่งยักษ์ห้าปี หลังชี้ละเมิดสิทธิฯ แนะ 6 หน่วยงานรัฐ 2 โรงงานแก้ไข จนใกล้เส้นตาย 90 วัน ก็ยังส่งกลิ่นเหม็น ลั่นใช้อำนาจหน้าที่ตาม รธน.60 เต็มความสามารถ ขณะชาวบ้านประกาศขอเหม็นปีสุดท้าย ด้านหน่วยงาน สวล.ระบุไม่มีมาตรฐานโรงงานยาง-กลิ่นยาง ทำแก้ไขสะดุด

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.อุดรธานี มาเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ว่าคืนที่ผ่านมา (18.00-20.00) ที่ศาลาประชาคมบ้านโนนสะอาด ม.15 ต.หนองนาคำ อ.เมือง นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมคณะ เดินทางพบราษฎรร้องเรียนโรงงานยางแท่ง 2 โรง ของ บ.วงศ์บัณฑิต จก. และ บ.ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จก.(มหาชน) ส่งกลิ่นเหม็นแก้ไขไม่ได้มากว่า 5 ปี คกก.สิทธิฯมีความเห็นไปเมื่อ 19 เม.ย.61 ว่าเป็นการละเมิดสิทธิชุมชน พร้อมเสนอมาตรการให้ จังหวัดอุดรธานี , อุตสาหกรรม , ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทสจ.) , สาธารณสุข (สสจ.) , การยางแห่งประเทศไทย และ 2 โรงงาน แก้ไขภายใน 90 วัน

“กลุ่มรักษ์หนองนาคำ” นำโดยนายดิเรก ดวงคำจันทร์ ผอ.โรงเรียนบ้านจำปา-โนนสะอาด นางกิตติธรา ธานีเนียม ข้าราชการครู รร.เทศบาลหนองใส พร้อมอดีตข้าราชการ , ลูกจ้าง , ผู้ใหญ่บ้าน และราษฎร บ.จำปา บ.โนนสะอาด บ.โก่ย ต.หนองนาคำ มาร่วมยืนยันว่าโรงงานยังส่งกลิ่นเหม็น ขอให้ปีนี้เป็นปีสุดท้ายที่จะเดือดร้อน โดยมีนางพาขวัญ กาจหาญ อุตสาหกรรม จ.อุดรธานี นำตัวแทน ทสจ.อุดรธานี , สิ่งแวดล้อม ภาค 9 , สสจ.อุดรธานี และศูนย์ดำรงธรรมอุดรธานี ชี้แจงและตอบคำถาม โดยไม่มีกลิ่นเหม็นมารบกวน เพราะทิศทางลมพัดจากศาลากลางบ้านไปโรงงาน

ผู้เดือนร้อนทยอยเล่าถึง ความเดือดร้อนรอแก้ปัญหามานานแล้ว ทำให้ผู้มีร่างกายอ่อนแอ , ป่วยเรื้อรัง , เด็ก และคนชรา ต้องป่วยระบบทางเดินหายใจ เยื่อจมูกอักเสพรุนแรง และทุกคนไม่มีความสุขในบ้านตัวเอง ล่าสุดหลังจาก กก.สิทธิฯได้เสนอมาตรการแก้ไข ทั้งหน่วยงานราชการ และโรงงาน ก็ออกมายืนยันแก้ไขแล้ว แต่ก็ยังคงมีกลิ่นเหม็นเหมือนเดิม หากฤดูหนาวในปีนี้กลิ่นเหม็นยังไม่หาย จะขอย้ายเด็กนักเรียนไปเรียนที่อื่น พร้อมประโยคที่เรียกเสียงฮา “หรือจะไปขอให้หน่วยซีลช่วย” “สัตว์ป่าบนเขาใหญ่ยังมีกฎหมายคุ้มครอง ทำไมชาวบ้านที่นี่ไม่มีการคุ้มครอง”

นางกิตติธรา ธานีเนียม ข้าราชการครู รร.เทศบาลหนองใส กล่าวว่า เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาจนถึงเช้าวันนี้ ได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยัง นายวัฒนา พุฒิชาติ ผู้ว่าราชการ จ.อุดรธานี , อุตสาหกรรม จ.อุดรธานี และนายก อบต.หนองนาคำ ว่าชาวบ้านยังคงเดือดร้อนจากกลิ่นเหม็น ให้ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ของกฎหมาย และขอให้แจ้งไปยัง บ.วงศ์บัณฑิต จก. ให้ก่อสร้างอาคารคลุมกองยางก้อนถ้วย และแจ้งไปยัง บ.ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จก.(มหาชน) รื้อถอนปล่องไอความร้อนเตาอบยางออก ตามที่แจ้งว่าไม่ได้ใช้งานแล้ว แต่กลิ่นเหม็นปล่องยังมีอยู่ ทำให้ชาวบ้านหวาดระแวง

ขณะนางพาขวัญ กาจหาญ อุตสาหกรรม จ.อุดรธานี นำชี้แจงและตอบคำถามว่า มีคำสั่งให้ทั้ง 2 โรงงานแก้ไขมาตลอด และเพิ่มความถี่ตรวจสอบมากขึ้น ถ้าไม่แก้ไขหรือแก้ไขไม่ได้ก็จะมีคำสั่งปิดปรับปรุง ขณะนี้อยู่ในช่วงตรวจสอบ ว่าเทคนิคในการแก้ไขออกแบบโดยวิศวกร จะกำจัดกลิ่นได้ทั้งหมดหรือไม่ โดยให้คนกลางที่ชาวบ้านยอมรับ ร่วมกับ มรภ.อุดรธานี นำเครื่องมือทันสมัยมาตรวจวัดใน 5 จุด คือ กองยางก้อนถ้วย , หน้าเตาก่อนถูกดูดไปกำจัดกลิ่น , หลังผ่านการกำจัดกลิ่น , บ่อบำบัดน้ำเสีย และริมรั้ว

ส่วนตัวแทนจาก สสจ.อุดรธานี ระบุว่า การตรวจสุขภาพของประชาชน ในพื้นที่ของ รพ.สต.พบว่ามีปัญหาระบบทางเดินหายใจ แต่ยังไม่ชี้ชัดเกิดจากสาเหตุใด ซึ่งล่าสุดมีการเข้ามาคัดกรองผู้ป่วยได้ 6 คน มีปัญหาระบบทางเดินหายใจ ในจำนวนนั้น 1 คน ถูกส่งตัวไปตรวจละเอียดที่ รพ.ศูนย์อุดรธานี แพทย์ยังไม่ชี้ชัดสาเหตุจากอะไร ระบุไว้เพียงป่วยระบบทางเดินหายใจ

ด้านหน่วยงานสิ่งแวดล้อม ชี้แจงว่า ได้ติดตามตรวจสอบมาต่อเนื่อง โดยผลการตรวจพบสารก่อมะเร็ง แต่ผู้ตรวจระบุว่าใช้อ้างอิงไม่ได้ เนื่องจากตรวจครั้งแรก จะต้องมีการตรวจซ้ำอีกก่อน และเมื่อวันที่ 12-15 มิ.ย.61 ศูนย์วิจัยด้านสิ่งแวดล้อม เข้ามาเก็บตัวอย่างไปตรวจแล้ว แต่ยังมีรายงานผลมาให้ รวมทั้งรายงานปัญหาโรงงานยักษ์ ระดับโลกมาตั้งรวมกัน ห่างชุมชนเพียง 500 เมตร โดยไม่มีคู่มือตรวจติดตามผลกระทบ ที่ผ่านมาไม่มีมาตรฐานโรงงานยาง และมาตรฐานกลิ่น ขณะนี้กำลังจัดทำแต่ไม่เวลาสรุปแน่นอน ที่จะช่วยให้ “หมอ” ชี้ชัดอาการป่วยได้

นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า มาติดตามเรื่องที่อุดรธานีหลายครั้ง โดยเห็นว่าทำไมเวลานานแล้วไม่จบลง จน กก.สิทธิมีความเห็นว่า ชาวบ้านถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน ขณะที่ชาวบ้านที่นี่อดทนอดกลั้นมาก ไม่รู้ว่าเราอดทนกันได้อย่างไร ถือเป็นเรื่อง “ทุกขเวทนามานานมาก” ที่ชาวบ้านจะต้องได้รับการแก้ไข

นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า อยู่ในกลุ่มไลน์เหม็นยางฯของชาวบ้าน ทำให้เข้าใจชาวบ้านต้องเผชิญกับกลิ่นเหม็น ที่กระทบต่อสุขภาพและจิตใจรุนแรง เราจึงจะใช้ อำนาจหน้าที่ของ กก.สิทธิฯ ตาม พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ให้เกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่ง กก.สิทธิฯได้เสนอมาตรการแก้ไขไปแล้ว เมื่อครบเวลา 90 วัน อาจจะทำจดหมายมาให้ชี้แจง หรือมาประชุมที่นี่ในวันที่มีกลิ่นเหม็น โดยไม่บอกล่วงหน้าเหมือนวันนี้ ส่วนที่ชาวบ้านต้องการพึ่งศาลปกครอง แม้ กก.สิทธิฯไม่มีอำนาจเหมือนเดิม ก็มีเครือข่ายมาช่วยเหลือให้คำแนะนำ แต่ก็อยู่ที่ชาวบ้านจะตัดสินใจ