ศาล ปค.ชี้ไต่สวนเขตเหมืองโปแตซอุดรไม่ชอบ

พรบ.แร่ ฉบับล่าสุดอุ้ม อิตาเลี่ยนไทย แม้ศาลปกครองอุดรธานี ให้รายงานการไต่สวน คำขอรังวัดเขตเหมืองโปแตซอุดรธานี ไม่ชอบด้วยกฎหมาย สั่งให้เริ่มกระบวนการใหม่ แต่ พรบ.แร่ปี 60 ตัดขั้นตอนนี้ออกไปแล้ว กลุ่มค้านเดินหน้าสู้ไม่ถอย ขอดูคำพิพากษาละเอียด เชื่อ อีไอเอ. อาจจะไม่ชอบตามไปด้วย

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 30 มีนาคม ที่ศาลปกครองอุดรธานี ถนนมิตรภาพ ต.นาข่า อ.เมืองจ.อุดรธานี กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี กว่า 200 คน นำโดยนายสุวิทย์ กุหลาบวงศ์ ที่ปรึกษากลุ่มอนุรักษ์ฯ นางมณี บุญรอด แกนนำกลุ่มอนุรักษ์ฯ เข้าร่วมรับฟังคำพิพากษา ศาลปกครองอุดรธานี แผนกคดีสิ่งแวดล้อม คดีกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี 47 คน ยื่นฟ้องกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) , สนง.อุตสาหกรรม จ.อุดรธานี และผู้นำท้องถิ่น 6 ราย โดยกล่าวหาว่า รายงานการไต่สวนคำขอประทานบัตรเหมืองแร่โปแตชอุดรธานี ของบริษัท เอเชีย แปซิฟิก โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ เอพีพีซี (ในเครืออิตาเลี่ยนไทย) ทั้ง 4 ฉบับ เป็นรายงานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

โดยชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์ฯ ส่วนใหญ่ใส่เสื้อยึดสีเขียวสัญลักษณ์ของกลุ่มฯ ได้เข้าร่วมรับฟังคำพิพากษา ที่ทางตัวแทนกลุ่มของผู้ฟ้องคดีเข้ารับฟังในห้องพิจารณาคดีที่ 1 ส่วนชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์ฯ ที่เหลือ ทางศาลฯอนุญาตให้ร่วมรับฟังที่หน้าห้องพิจารณาคดีที่ 1 โดยมีการนำเก้าอี้ พร้อมติดตั้งโทรทัศน์วงจรปิด และเครื่องเสียง ถ่ายทอดออกมาจากห้องพิจารณาคดี ให้ชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์ฯ ได้รับฟังคำพิพากษา ซึ่งศาลให้เวลาอ่านคำพิพากษาประมาณ 25 นาที

โดยคำพิพากษาระบุว่า ที่ศาลปกครองอุดรธานี แผนกคดีสิ่งแวดล้อม มีคำพิพากษาในคดีระหว่างนายเตียง ธรรมอินทร์ กับพวกรวม 47 คน ฟ้องกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแรง กับพวกรวม 8 คน ว่า บ.เอเชีย แปซิฟิค โปแตซ คอร์ปอเรชั่น จก. ยืนคำขอประทานบัตรทำเหมือนใต้ดิน (โปแตซ) จำนวน 4 แปลง ในเขตพื้นที่ 4 ตำบล คือ ต.ห้วยสามพาด ต.น่าวง อ.ประจักษ์ศิลปาคม , ต.โนนสูง ต.หนองไผ่ อ.เมือง จ.อุดรธานี รับจดทะเบียนเป็นคำของที่ 1-4/2547

ผู้ถูกฟ้องได้ไต่สวนกำนันทั้ง 4 ตำบล กำนัน ต.หนองขอนกว้าง และนายก ทม.โนนสูง-น้ำคำ อ.เมือง ไม่เป็นไปตามข้อ 22 ของระเบียบกรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ว่าด้วยวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการรังวัดกำหนดเขตคำขอ พ.ศ.2547 ณ ที่ทำการตำบลบ้านม่วง โดยการลงลายมือชื่อรับรอง แต่ไม่ได้เข้าร่วมตรวจสอบพื้นที่จริง และข้อมูลในรายการไต่สวนไม่ถูกต้อง จึงเป็นการกระทำไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลเพิกถอนรายงานการไต่สวน และกระบวนการที่ต่อเนื่อง

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า รายงานการไต่สวนดังกล่าว เป็นกระบวนการที่มีความสำคัญ ที่จะแสดงให้เห็นถึงข้อมูลและรายละเอียด ลักษณะภูมิประเทศให้ละเอียดที่สุด และมากที่สุด เนื่องจากเป็นข้อมูลที่มีสาระสำคัญ และมีผลต่อการจัดทำรายงาน การวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม การเสนอข้อเท็จจริงเบื้องต้นให้ประชาชนที่มีส่วนร่วม ในการเสนอความคิดเห็น รวมทั้ง รวมทั้งขั้นตอนการพิจารณาอนุญาตประทานบัตร จึงกำหนดให้กำนัน-ผญบ.ในท้องที่ ซึ่งต้องรู้สภาพพื้นที่ตนเป็นอย่างดี เข้ามาร่วมกับเจ้าหน้าที่ทำการรังวัด และผู้ยื่นคำขอไปในพื้นที่อย่างแท้จริง ดังนั้นรายงานการไต่สวนคำขอที่ 1-4/2547 จึงไม่ถูกต้องตามขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กฎหมายกำหนด อันเป็นรายงานการไต่สวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้อง ดังนั้นการนำข้อมูลจากรายงานการไต่สวน ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไปใช้ ในกระบวนการอื่นที่ต่อเนื่องมา ย่อมเป็นผลให้กระบวนการที่เกี่ยวข้องไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน

โดยที่ พรบ.แร่ พ.ศ.2560 ได้ยกเลิก พรบ.แร่ พ.ศ.2510 และระเบียบกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ว่าด้วยวิธีปฏิบัติการรังวัดกำหนดเขตคำขอ พ.ศ.2547 แล้ว และ ม.188 กำหนดให้คำขอประทานบัตรที่ 1-4 / 2547 ซึ่งยื่นไว้ก่อน พรบ.แร่ พ.ศ.2560 ใช้บังคับ เป็นคำขอในหลักเกณฑ์ที่ต้องพิจารณา ดำเนินการตาม พรบ.ดังกล่าว และประกาศกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การรังวัดกำหนดเขตคำขอตาม พรบ.แร่ พ.ศ.2560

ศาลปกครองอุดรธานี แผนกคดีสิ่งแวดล้อม จึงพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้อง ดำเนินการพิจารณาคำขอประทานบัตร 1-4/2547 บ.เอเชีย แปซิฟิค โปแตซ คอร์ปอเรชั่น จก. ใหม่ให้เป็นไปตาม พรบ.แร่ พ.ศ.2560 และประกาศกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การรังวัดกำหนดเขตคำขอตาม พรบ.แร่ พ.ศ.2560

หลังรับฟังคำพิพากษา กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ได้มารวมตัวที่ลานจอดรถ เพื่อรับฟังคำชี้แจงจาก นายวีรวัฒน์ อบโอ ทนายความของกลุ่มอนุรักษ์ฯ และนายสุวิทย์ กุหลาบวงศ์ ที่ปรึกษากลุ่มฯ ว่าคำตัดสินของศาลฯ ที่ดูเหมือนว่าชนะคดี ซึ่งความจริงก็คือเราชนะตามกฎหมายแร่ฉบับปี 2510 แต่ศาลได้พิจารณาอีกว่า กฎหมายแร่ฉบับใหม่ปี 2560 จะต้องมาพิจารณาการรังวัดกำหนดเขตใหม่ ตามกฎหมายแร่ 2560 ซึ่งจะประชุมชาวบ้าน เพื่อทำการชี้แจงส่วนรายละเอียดอีก เพื่อหาทางต่อสู้คัดค้านต่อไป

31นายสุวิทย์ กุหลาบวงศ์ ที่ปรึกษากลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี เปิดเผยว่า ศาลได้ชี้ชัดว่ากระบวนการที่มามันผิด และให้ไปเริ่มกระบวนการใหม่ตามกฎหมายแร่ 2560 ที่เป็นกฎหมายใหม่ พูดง่าย ๆ คือ วันนี้ถือว่าเราชนะคดี และศาลยังพูดถึงเรื่อง EIA ที่ตนคิดว่าเรื่องนี้สำคัญ เราคงต้องประชุมกัน เพื่อขยายผลส่วนที่ศาลชี้เรื่อง EIA เอาไว้ ต้องดูในหลักเกณฑ์ของกฎหมายแร่ ประกาศกระทรวง และต้องดูเรื่อง EIA ที่เกิดว่าการไต่สวนรังวัดแผนที่ผิด เราเชื่อว่ากระบวนการออก EIA ก็ต้องผิดด้วย ซึ่งต้องดูว่าจะฟ้องเพิกถอน EIA ด้วยหรือไม่

ด้าน นางมณี บุญรอด แกนนำกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี เปิดเผยว่า ศาลตัดสินออกมาเช่นนี้ก็ไม่ได้พอใจหมด เพราะว่าศาลเป็นเพียงเครื่องมือในการต่อสู้ครั้งต่อไป คือ ความจริงอยากให้ศาลตัดสินว่า ยกเลิกโครงการไปทั้งหมดถึงจะถูกใจ แต่ศาลไม่ได้พูดอย่างนั้น เพียงแต่บอกว่า การไต่สวนผู้นำ การรังวัดปักหมุดแต่เดิมมา ถือว่าทำไม่ชอบด้วยกฎหมาย อยากถามว่าถ้าทำไม่ถูกกฎหมาย ประชาชนสามารถเอาผิดได้หรือไม่ ผู้นำทำแบบนี้ผิดมาตราไหน อยากจะถามแต่ถามไม่ได้ ก็จะนำเก็บไปคิด

“ ชาวบ้านจะสู้ต่อไป ยื่นคัดค้านทุกรูปแบบ เช่น ที่ผ่านมา อบต.ห้วยสามพาด มีมติไม่เอาเหมืองแร่ จะทำอย่างไรต่อไป กฎหมายใหม่ พรบ.แร่ใหม่ ปี 60 ออกมาทำไม ทำให้นายทุนทำง่ายกว่าเดิม เป็นข้อคิดของกลุ่มอนุรักษ์ วันนี้ไม่ได้ดีใจ ไม่ได้เสียใจ จะสู้ต่อไป ชุมชนก็จะอยู่แบบดั้งเดิม วันนี้ไม่แพ้ไม่ชนะ ยังอยู่คงเดิม ชาวบ้านเข้าใจ ต้องเดินหน้าต่อ กลับไปนี้จะไปเปิดประชุม ดูข้อกฎหมาย และอุทธรณ์ต่อศาลต่อไป เพื่อเอาผิดผู้ประกอบการ ที่มาทำให้ชาวบ้านยุ่งยาก ”

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.