อุดรคุยนายทุนยุติหนี้ 5 ราย 10 ล้านอีกรายเบี้ยว

แก้หนี้นอกระบบอุดรฯรอบแรก เป็นการขายฝากที่ดินเกินกำหนด นายทุนมาเจราเพียงรายเดียว ผู้เสียหาย 5 รายมูลค่า 10 ล้าน คิดดอกเบี้ยตามกฎหมาย ถ้าจ่ายเกินคืนให้ชาวบ้าน ขณะอีกรายหายหน้าไม่มาคุย

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่ห้องประชุมยกกระบัตรมณฑลอุดร ชั้น 2 สนง.อัยการ จ.อุดรธานี นายน้ำแท้ มีบุญสล้าง อัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมาย และการบังคับคดี จ.อุดรธานี เป็นประธานการประชุมไกล่เกลี่ยปัญหาหนี้นอกระบบในเขต จ.อุดรธานี โดยมีนางรณิดา เหลืองธิติสกุล ผอ.ศูนย์ดำรงธรรม จ.อุดรธานี และผู้แทนจาก มทบ.24 , ปกครองจังหวัดอุดรธานี , ธกส. , ออมสิน ในฐานะคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบระดับ จ.อุดรธานี ร่วมการประชุม พร้อมด้วยเจ้าหนี้และลูกหนี้ 5 ราย

นายน้ำแท้ มีบุญสล้าง อัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดี จ.อุดรธานี กล่าวว่า ชาวบ้านร้องเรียนไปยังศูนย์ดำรงธรรม จ.อุดรธานี และ มทบ.24 เรื่องนายทุนปล่อยเงินกู้เรียกรับดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด มีพฤติการณ์ให้ชาวบ้านนำที่ดินมาขายฝาก แต่จะมีการหักค่าดำเนินการ ค่านายหน้า ได้เงินไม่เต็มจำนวนเงินต้น พอพ้นกำหนดเวลาขายฝากก็ยังให้ผ่อนต่อ และหากอยากได้โฉนดคืนจะต้องจ่ายเงินต้นสูงกว่าเงินขายฝากจริงหลายเท่า เป็นพฤติการณ์ที่น่าจะเข้าข่ายความผิดอาญาเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา หรือเข้าข่ายผู้มีอิทธิพล

“ วันนี้จึงนัดให้นายทุนเงินกู้และลูกหนี้ที่ร้องเรียน มาไกล่เกลี่ยหาทางออกร่วมกัน จะไม่พูดถึงหลักธุรกรรมหรือกฎหมาย จะว่ากันด้วยหลักความยุติธรรม โดยให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย จะต้องพูดข้อเท็จจริงต่อหน้าที่ประชุมฯ เพื่อหาข้อยุติที่พึงพอใจระหว่างกัน และจะทำการบันทึกข้อตกลงไว้เป็นหลักฐาน วันนี้ตั้งเป้าเชิญนายทุนมาพูดคุย 2 ราย แต่มาเพียงรายเดียว ส่วนอีกรายที่มีปัญหาที่ อ.หนองหาน มีผู้เสียหายมากกว่า 10 ราย เจ้าหนี้ปฏิเสธเข้าไกล่เกลี่ย การพูดคุยของวันนี้จะเป็นแนวทางการแก้ปัญหาของรายอื่นในอนาคต ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากใช้เวลาไกล่เกลี่ยเกือบทั้งวัน นายทุนเงินกู้ได้ยินยอมตกลงโอนโฉนดคืนลูกหนี้ บางรายจะจ่ายเงินดอกเบี้ยที่จ่ายเกินเงินต้นคืน บางรายลดการจ่ายค่าไถ่ถอนที่สูงเกินความเป็นจริง โดยจะมีการเข้ามาจ่ายเงินกันอีกครั้ง ตามระยะเวลาที่นัดหมายแต่ละราย รวมยอดหนี้ราว 10 ล้านบาท ส่วนของ อ.หนองหาน จะรอสำนวนของทางตำรวจ สภ.หนองหาน ซึ่งผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความไว้ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 31 มกราคมที่ผ่านมา ว่าจะสามารถดำเนินการต่อไปอย่างไร